Benyalak's profileบางสิ่งPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    15 January

    เรื่องเพ้อเจ้อประจำวัน .... "มันต่างกัน"

     

    (1:12) (F) น้องเบาหวิว  เ: ไฟำพหกอไฟำพหกอไฟำพหกอ
    (1:13) (F) น้องเบาหวิว  เ: ดูดิ  เพื่อนที่เพิ่งเข้าใหม่พร้อมๆกัน มีคนมาจีบแล้วอ่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา 55
    (1:13) (F) น้องเบาหวิว  เ: ไฟำพหกอง่า
    (1:13) (F) น้องเบาหวิว  เ: ประเด็นคือ
    (1:13) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: ไม่ยอมงี้หรอ
    (1:13) (F) น้องเบาหวิว  เ: 5555555555555555555555555555
    (1:13) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: 555
    (1:13) (F) น้องเบาหวิว  เ: 555
    (1:13) (F) น้องเบาหวิว  เ: 55
    (1:13) (F) น้องเบาหวิว  เ: มะช่ายๆ
    (1:13) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: เอาน่า
    (1:13) (F) น้องเบาหวิว  เ: ก็มาเข้าทางเราอีกแล้ว
    (1:14) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: โอ๋.....ก็ปล่อยเค้าไป ไม่เห็นเป็นไร
    (1:14) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: หรือว่าไม่อยากไปยุ่ง
    (1:14) (F) น้องเบาหวิว  เ: ป่า
    (1:14) (F) น้องเบาหวิว  เ: ป่าว*
    (1:14) (F) น้องเบาหวิว  เ: รู้สึกว่า คือ โว้ย
    (1:14) (F) น้องเบาหวิว  เ: อธิบายไงดี
    (1:14) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: เห็นช้านนนนเป็นไร
    (1:14) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: งี้
    (1:14) (F) น้องเบาหวิว  เ: คือ ถ้าไม่มีเพื่อนคนนี้ เค้าก็คงไม่คิดจะมาเป็นเพื่อน/อยากรู้จักกับเรา
    (1:15) (F) น้องเบาหวิว  เ: แต่เราก็ช่วยเค้าอะ  ..........งี้ทุกที
    (1:15) (F) น้องเบาหวิว  เ: เสียจาย
    (1:15) (F) น้องเบาหวิว  เ: ไฟำพหกอ
    (1:15) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: อย่าไปคิดงั้นสิ
    (1:15) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: คิดแล้วไม่สบายใจ
    (1:16) (F) น้องเบาหวิว  เ: ช่ายๆ
    (1:16) (F) น้องเบาหวิว  เ: ต้องคิดว่าดีออกได้เพื่อนเพิ่ม (มั้ง)
    (1:17) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: ถ้าเค้าดี มันก็ดีไป ไม่เห็นจำเป็นต้องไปคิดว่ามาคบช้านนนน เพื่ออะไร คนเราก็อาจจะมีจุดประสงค์ แต่ก็ใช่ว่า ถ้าเค้าไม่มาจีบเพื่อนน้อง แล้วเค้าจะไม่ชอบน้องเบญ ไม่มองหน้าน้องซะเมื่อไหร่
    (1:17) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: ก็น่าจะคิดว่า อืม เราก็ได้รู้จักคนเพิ่ม ทำงานอยู่ที่เดียวกันนิ
    (1:24)น้องเบาหวิว  เ

    อื้มๆ ไม่ใช่ว่าไม่มองหน้า แต่แบบตอนกินข้าวงี้หนูและเพื่อนๆก็แซวนะ ตอนแรกๆคิดว่าแซวๆช่วยๆไปงี้ก็ดี  แต่ตอนนี้เค้าเริ่มและ ให้ไปสืบโน่นนี่  แล้วก็ให้โทรไปบอก  (แต่ก็ไม่ทำหรอก ส่งแมสเซสไป แต่เค้าไม่ได้ ตอนเย็นก็โทรกลับมาถาม เดือดร้อนใจมากมาย แล้วหนูก็เล่าๆแนะๆเค้าไป  ตามกมล(สันดาน) )   

    (1:27) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: ก็ดีนะ ที่น้องเบญโอเค
    (1:27) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: เป็นพี่คงไม่โออ่ะ รำคาญมั้ง
    (1:27) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: 555
    (1:28) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: ก็ตามเท่าที่ช่วยได้ แล้วไม่เดือดร้อน เพื่อนเราเนอะ
    (1:28) (F) น้องเบาหวิว  เ: เน้อ
    (1:28) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: ถ้าเป็นพี่อาจจะบอกว่า"เฮ้ยยย กล้าๆ หน่อย ถามเอง สืบเองเลย จะได้รู้ว่าเค้าเล่นด้วยป่าว"
    (1:28) (F) น้องเบาหวิว  เ: เฮ้ย
    (1:28) (F) น้องเบาหวิว  เ: บอกแล้ว
    (1:29) (F) น้องเบาหวิว  เ: หนูบอก ก็โทรไปน่ะแหละ โทรไปคุยเรื่อย
    (1:29) (F) น้องเบาหวิว  เ: ผู้หญิงเค้าบอกว่ายังไม่รู้จักไรมากจะไปชอบได้ไง
    (1:30) "ไม่มีบทเพลงทรงพ: เออออออ นั่นแหละ เป็นส่วนของผู้ชายและว่าจะทำไง ให้เค้ารู้สึกว่าไม่ล้ำ
    (1:31) (F) น้องเบาหวิว  เ: ก็มาออกแนวไม่มั่นใจแต่กูจะเอา อะไรเงี้ย
    (1:32) (F) น้องเบาหวิว  เ: อื้ม
    (1:32) (F) น้องเบาหวิว  เ:

    เรื่องของเค้าแล้วหละ

     

    .................................

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    แต่หนูแค่มักจะมีปมด้อยกับเรือ่งเพื่อนผู้ชาย

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    คือไม่รู้สิ นิสัยมันไม่คลิกกับผู้ชายมั้ง หรือไงก็ไม่รู้

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ที่เจอ ก็เจอแต่พวกจะมาจีบเพื่อน

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    ก็มันยังไม่เจอที่ใช่

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    เพื่อนผู้ชายในกลุ่มที่สนิทๆ ก็สนุก ก็เป็นห่วงกันไป แต่ไอ้ที่อยากจะเข้ามาคุยเพราะอยากคุยอยากรู้เรื่องเราจริงๆน่ะ ไม่มีเลย

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    อาจเพราะ 1. หนูเป็นคนคุยกับผู้ชายไม่เก่งน่ะ คุยไม่หนุก 2. ไม่มีไรดึงดูด (รูปร่าง หน้าตา) 3. ฮาไปเรื่อยๆ + ชอบเพ้อเจ้อ ดูไร้สาระ 4. ไม่ชอบ/ไม่กล้าเข้าหาเพื่อนผู้ชาย

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    5. แล้วทำไมต้องอยากเล่าอยากคุยกับพวกมันด้วยเนี่ยช้าน .... ตอบ เพราะ บางทีก็อยากเรียนรู้+ได้ความคิดเห็นจากพวกเค้า แต่ไม่รู้จะเอาเรื่องไรไปคุย เรื่องตัวเองก็ดูเพ้อๆอะ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ที่ผ่านมา มีแฟนเก่าเพื่อนคนเดียวจริงๆที่เห็นว่าหนูเป็นเพื่อนจริงๆคุยกันจริงจัง คุยได้ทุกเรื่อง พอเวลาผ่านไปคนๆนั้นแยกย้ายกันไป พอมาเจอแบบนี้ เลยนึกถึงว่า เอ้อ มันต่างกันว่ะ

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    อืม บางทีมันก็อาจคิดได้นะว่า ถ้าเจอเพื่อนไม่คลิ๊ก ไม่มีก็ได้

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    555

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    อื้ม

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ก็น่าจะจริง

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ใช่เลยอะ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ไม่มีก็ได้

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ก็แค่เปรียบเทียบน่ะ .... คนดีๆ ในวันเก่าๆ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    *ดีๆ ในที่นี้ หมายถึง จริงใจ จากใจจริง ง่า

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    อ่ะ ถูก

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ลืมเติมข้อ 6. เป็นคนเปิดเผยเกินไปจนไม่เห็นว่ามีไรจะต้องอยากรู้แล้วเลย

     

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    ไม่หรอก คนเราถ้าอยากรู้จัก แล้วรักกันจริงๆ จะรู้สึกว่า ไม่มีไรน้อยไปมากไป ไม่มีไร ที่เรื่องของเธอจะไม่สำคัญสำหรับช้านนนนนนน

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    เอ๊า

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    เฮ้ย จริงเลยอะ ประโยคเมื่อกี้

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    เพราะอย่างเพื่อนที่สนิทหลายคน หนูก็รู้สึกงั้นอะ

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    ใช่

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    แบบ ขอให้บอกเถอะ

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    มึงสำคัญสำหรับกูทั้งนั้น

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    อิอิ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    เพื่อนผู้ชายหลายคนเลยที่รู้จัก บอกมาตั้งแต่มอปลายแล้วอะ "ไปลดความอ้วนสิๆ " ตลอดเลยอะ ....... ก็ขำๆไปเรื่อยๆนะ แต่ถ้ามากๆก็แอบรู้สึกว่า "ไมเนี่ย แย่มากเลยหรอ ถ้าผอมแล้วแกจะเข้ามาคุยกับช้าน อยากรู้จักช้านมากขึ้นรึไง " ...... เคยมีเพื่อนที่มหาลัยบอก ให้ลดความอ้วนเผื่อจะจีบ ...... รู้สึกแย่หวะ :( ..... ที่ผ่านมาเนี่ย ต้องการแค่สิ่งเนี้ย?

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    มีน้องคนนึงเซ็นวันบายเนียร์ ประมาณชมๆมาเรื่อยๆ แล้วมาลงท้ายว่า "ขาดอย่างเดียว ขอให้ผอม"

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    งืดเลย

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    - - "

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    (แต่ก็ขำๆนะ ..... ขำๆอีกและ)

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    อ่ะ ถูก ได้ยินงั้น ก็จะตอบไปว่า งั้นมึงก็ไปหล่อมาก่อน

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    555

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    5 5 5 ประเด็นคือมันหล่ออยู่แล้ว

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    55

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    เราต้องไม่ยอมรับว่ามันหล่อ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    มีอีกประเด็น คือ 7. ไม่มีจริต ..... ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ายังไงแน่ แต่จากคำบอกเล่า และจากการสังเกตตัวเองกับผู้หญิงรุ่นเดียวกันหลายคน ก็รู้สึกว่า อาจจะใช่ - -"

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    แล้วไม่มีจริตมันไม่ดีตรงไหน

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    - -"

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    เพ้อหนักและ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ไปดีกว่า

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    บายบาย

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    จ๊วบๆ

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    555

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ขอบคุณมากจริงๆ

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    ไม่ต้องเซ็งนะ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    555

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    จ้า บับบาย จุ๊บบบ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ไม่เซ็งหรอกค่ะ ปล่อยให้มันเป็นไปตามวิถีโลก เรายังต้านแรงโน้มถ่วงไม่ได้เลย แล้วกะไอ้เรื่องแบบเนี้ย จะไปทำไรได้ โฮะๆๆๆๆ

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    แค่หมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิดๆเท่านั้นน่ะค่ะวันนี้

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    kkkk

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ขอบคุณมากค่ะที่รับฟัง

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    หมันไส้ บางที ก็ต้องทำให้รู้สึกมั่ง อิอิ

    "ไม่มีบทเพลงทรงพลัง เปลี่ยนโลกลำพังเพลงเดียว ไม่มีบทกวีบทใด อธิบายสัจธรรมโดดเดี่ยว ไม่มีวิธียาเยียว ความเศร้าเปล่าเปลี่ยวโดยพลัน" says:

    อ่ะจ้า มิเป็นไร

    (F) น้องเบาหวิว เหวอเหล่หิววววววววววววววว says:

    ;)

     

    09 December

    เบื่อมนุษย์

    ช่วงนี้มีความสุขดีอยู่ มีอยู่เรื่องที่ทำให้หงุดหงิดใจ ก็เรื่องสังคมที่ต้องพบเจอบ่อย ๆ
    คนที่คิดว่าจะไว้ใจได้ คุยกันได้ แต่ก็ไม่
    อื้ม
    นะ
    พยายามนะ พยายามจะมีความสุขและอยู่ให้ได้

    คิดถึงวันเวลาเก่าๆ คนเดิมๆ ที่เคยพบเจอ

    ช่างแตกต่างในความรู้สึก
    เฮ้อ
    Broken heart




    15 October

    หลายสิ่ง

    วันนี้กับเมื่อวาน เจอไรเยอะเหมือนกัน
    อยากเอามาระบายในนี้นะ
    แต่ เวลาไม่อำนวยอะ  ต้องรีบไปนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นพานิสิตGermanสองคนไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาที่คณะวิทยาศาตร์
    ถ้านอนดึกแล้วเดี๋ยวไม่สวย  555 :P
     
    อั้นไว้ก่อนนะสิ่งที่จะเขียนระบาย ไว้ถ้าพรุ่งนี้ว่างจะมาใส่ให้เยอะๆ  (ถึงแม้ว่าอารมณ์มันอาจจะลดลง แต่คาดว่าคงยังจำเรื่องราวได้อยู่บ้างหละน่า)
    14 October

    Richard Cory

    Richard Cory
    Sep 8, 2007 8:38 PM

    Richard Cory

     

    Edwin Arlington Robinson (1869–1935)

     

     

     

    WHENEVER Richard Cory went down town,

    We people on the pavement looked at him:

    He was a gentleman from sole to crown,

    Clean favored, and imperially slim.

     

    And he was always quietly arrayed,

            5

    And he was always human when he talked;

    But still he fluttered pulses when he said,

    “Good-morning,” and he glittered when he walked.

     

    And he was rich,—yes, richer than a king,—

    And admirably schooled in every grace:

            10

    In fine, we thought that he was everything

    To make us wish that we were in his place.

     

    So on we worked, and waited for the light,

    And went without the meat, and cursed the bread;

    And Richard Cory, one calm summer night,

            15

    Went home and put a bullet through his head.



    This is the favourite one.

    คุณแน่ใจหรือ ว่าคนที่คุณเห็นภายนอกว่าดูดีมีฐานะดูมีความสุขเขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ?

     

    สิ่งที่คุณเห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด...

    สิ่งที่เราเห็นภายนอกไม่ได้บ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นอยู่ภายในอย่างแท้จริง...

     

    ยังไง ๆ "เปลือกก็ไม่ใช่แก่น" อยู่วันยังค่ำ

    งั้นก็จงพอใจกับแก่นของตัวเอง อย่าไปเปรียบกับเปลือกของใครเลยเนาะ

    เบญ ^_^

    เก็บไว้ลึกๆ ในความทรงจำ

    บลอกอาจจะดูหู่หด หดหู่ไปหน่อย  มันก็แค่การระบายอารมณ์ในช่วงหนึ่งน่ะ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว
    มีความสุขดีอยู่กับปัจจุบัน  อย่างไรก็ต้องขอบคุณทุกคน ทุกเรื่องราว ทุกความรู้สึกที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ให้ได้เรียนรู้
    สำหรับ "คนนั้น" ก็ขอเก็บเรื่องราวและความรู้สึกที่เคยมี ไว้ลึก ๆ ในความทรงจำ
    หลายปีที่ผ่านมา ดีใจนะที่ได้รู้จักคนดี ๆ และได้รู้สึกดี ๆ และได้ผ่านหลากหลายเรื่องราวมา ...
    ตอนนี้มีความสุขดีแล้ว และรู้ว่าควรทำตัวอย่างไร 
    ถึงแม้ว่ายังคงมีน้ำตาเมื่อกลับมาอ่านบันทึกเรื่องราวเก่า ๆ แล้วนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านไป ความรู้สึกที่ผ่านเลย
    แต่ก็ต้องขอบคุณ  ทุกสิ่งที่ผ่านมาให้เรียนรู้   ขอบคุณจริงๆ ยิ้มขยิบตา

    เจ้ากี้(เจ้าการ)

     

    เจ้ากี้(เจ้าการ)...
    Oct 2, 2007 11:29 PM



    ไม่ได้นอยสักหน่อย....

    เฮ้อ มีความสุข อารมณ์ดีอยู่ดี ๆ ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิด รมณ์เสีย เสียฤกษ์เลย

    ก็แค่เข้าไปถาม  แค่อยากจะให้มั่นใจน่ะ
    อีกอย่างก็เป็นห่วงว่าถ้าทำงานมากเกินไปแล้วจะไหวไหมถ้าจะต้องรีบมาเที่ยวต่อเลย ...ก็แค่เป็นห่วง!
    แล้วอีกอย่างถ้าเค้าจะมีเพื่อนไปด้วย เราก็ยินดี
    แค่อยากถามเผื่อจะได้เตรียมโน่นเตรียมนี่ให้พร้อม
    แล้วมาวีนใส่ทำไมเนี่ย   ....  วู้ว
    แล้วชั้นจะหงุดหงิดทำไมเนี่ย?
    บ้าจริง !!

    วันนี้อุตส่าห์มีความสุขกับชีวิตป่วงๆนี้แล้วนะ 
    มีความสุขกับการปรับตัวในที่ทำงาน กับการสอบ 
    แล้ววันนี้ก็ได้เจอได้คุย+กินข้าวกับพี่โบ
    ได้นั่งคิดถึงเพื่อน ๆ
    ...
    มีความสุข ...

    อยู่ดี ๆ

    เอาเหอะ คิดซะว่าเป็นการกระทำของคนคนหนึ่ง ไม่มีอะไรมาก

    (
    ฮึ้ย หงุดหงิดไงก็ไม่รู้  แต่พยายามจะเข้าใจ + แอบรู้สึกแย่ที่ไปเจ้ากี้ฯกับเขามากเกินไป โทษที พี่ชาย)

    ลำบากใจ

    ลำบากใจ
    Sep 30, 2007 9:30 PM


    ลำบากใจ...ในโลกผู้ใหญ่

    เฮ้อ

    ฉันก็ยังเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโตตามเคย ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
    แยกแยะอะไรไม่ค่อยจะถูก
    เรื่องอะไรไม่ควรพูดก็พูด เรื่องอะไรที่ควรพูดกลับไม่พูด
    คิดตามใครเขาไม่เคยทัน  ไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไร ในเมื่อพวกเขาก็ต่างเป็น "เพื่อน"

    เฮ้อ

    ก็ไม่คิดแล้วหละว่าใครจะมาเข้าใจ  แต่ ....
    เฮ้อ  ลำบากใจ ทำตัวไม่ถูก

    ทำไมมิตรภาพในโลกผู้ใหญ่ ๆ มันช่างแตกต่างจากที่เคยพบเจอ

    ขอโทษทีที่ปรับตัวไม่ทัน

    .....

    Nobody loves me

    Nobody loves me.
    Sep 7, 2007 1:50 PM

    "Noboday loves me,
    Everybody hates me,
    ....
    (Blar Blar Ba Blar)"

    เพลงเดิมที่เคยใช้ร้องเล่นเวลาเครียด ๆ หรือนึกสนุก ๆ ขึ้นมา
    เพลงเดิมที่ต้องร้องด้วยเสียงสดใสขัดแย้งกับเนื้อความข้างต้น
    เพลงเดิมที่เคยมีคนฟังแล้วหัวเราะตาม
    เพลงเดิม ๆ ที่หวนนึกถึง

    "
    ไม่มีใครรักฉัน ทุกคนเกลียดฉัน ฉันจะทำยังไงยังไง้
    กินหนอนสิ กินหนอนสิ
    หนอนตัวที่หนึ่ง
    หนอนตัวที่สอง
    หนอนตัวที่สาม
    อาหร่อยดีจังเล้ย"

    เพลงเดิม ที่ต้องร้องโดยไม่มีใครฟัง  ...นอกจากตัวเอง...


    "Nobody loves me,
    Everbody hates me,
    ...
    (Blar Blar Ba Blar)"


    .... Nobody (else) loves me, BUT I DO ! ....


     :D

    Dramatic Benjy

    หยดสุดท้าย

    (น้ำตา) หยดสุดท้าย
    Sep 7, 2007 12:52 AM

    น้ำตาหยดสุดท้าย ... 

    ฮะ อะไรนะ? "ร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะเหรอ?"

    "ไม่รู้สิ เพราะมันยังไม่เคยหยุดร้อง" เด็กน้อยตอบพร้อมกับปาดคราบน้ำตาบนใบหน้า

    หนูน้อยไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้

    น้ำตาไม่เห็นจะช่วยแก้ไขให้อะไรมันดีขึ้นมา ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนความรู้สึกของใครได้ เด็กน้อยรู้ดี แต่ทว่า...

    น้ำนัยน์ตาก็พรั่งพรู

    เวลาหลายปีที่ผ่านมา เด็กน้อยไม่ชอบกับความรู้สึกแบบนี้ ไม่ชอบกับการที่ต้องเจอสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เลย แต่เธอก็มีอำนาจไม่มากพอที่จะห้ามปรามความรู้สึก  ความรู้สึกที่มักสวนทางกับความเป็นจริง  ความรู้สึกที่เธอไม่อยากให้มันเกิดขึ้น  แต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และมันยังคงอยู่มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

    เด็กน้อยไม่ได้เรียกร้อง

    ตรงข้าม...

    หนูน้อยกลับโทษตัวเอง เสียใจกับตัวเอง มาตลอด 

    ใครบ้างจะรู้ว่าเธอเหนื่อยกับการแบ่งภาคของความรู้สึก ที่ยังเป็นมิตรกันอยู่ ในขณะที่อีกภาคของความรู้สึกต้องซ่อนเร้นและพยายามยับยั้ง

    วันหนึ่ง เธอรู้สึกเสียใจกับตัวเอง เสียใจที่เธอไม่สามารถทำได้ดีไปกว่านี้ เสียใจ ...  เธอเริ่มต้องการ  เป็นความต้องการเพื่อความสบายใจของเธอเอง จะว่าเธอเห็นแก่ตัวก็ได้  ....
    วันหนึ่ง เธออยากบอกความรู้สึกออกไป  โดยที่หนูน้อยหวังว่า สิ่งนี้จะทำให้เธอไม่ต้องรู้สึกผิดกับความรู้สึกของตัวเองที่ไม่บริสุทธิ์ใจ เธออยากมีเพียงแค่หนึ่งภาคความรู้สึก ไม่ต้องการแบ่งมันออกเป็นสองทาง เธอจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดเวลาพบเจอพี่ชายใจดีคนนั้น  จะได้เป็นตัวเองได้เต็มที่สักที จะได้เรียนรู้กันแบบสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกผิด  ไม่ต้องรู้สึกต้องเจียมตัวและรู้สึกต่ำต้อยจนเกินไป เธอจะได้มีความสุขแบบสบายใจจริง ๆ สักที

    บางที ไม่มีความรู้สึก เสียบ้าง ก็คงจะดีเหมือนกัน


    นอกจากเด็กน้อยจะจมอยู่กับความรู้สึกผิดต่อความรู้สึกของตัวเองแล้ว เธอยังทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำในสิ่งที่ใจเธอไม่ได้ต้องการจะให้เป็นอย่างนั้น ทำในสิ่งที่จะยิ่งทำให้เธอและพี่ชายที่แสนดีของเธอห่างไกลกันยิ่งขึ้น  ทำในสิ่งที่ความเข้าใจระหว่างเพื่อนมันอาจไม่มีวันมาบรรจบกัน  ทำในสิ่งที่รู้ว่าไม่ควรทำ แต่ก็ยังจะทำ ทำแต่สิ่งที่จะนำหายนะมาสู่หัวใจดวงน้อยของเธอ ...

    ใช่ว่าไม่รู้ ใช่ว่าไม่เข้าใจ ใช่ว่าต้องการ

    แต่...

    ทำไม? ไม่รู้...

    ไม่รู้ว่าเธอห่วงใยอะไรกันแน่ ?  ความรู้สึกของตัวเอง  ตัวเขา หรือว่าความรู้สึกของคนอื่น ๆ ที่จะต้องมาเป็นแบบเดียวกัน

    ไม่รู้ ...

    และแล้วสุดท้าย เด็กน้อยก็ต้องมาสะอื้นไห้ภายใต้อ้อมกอดของตัวเองท่ามกลางความสลัวของแสงจันทร์เดือนมืด

    ไม่รู้...

    "
    เธอร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่"

    ไม่รู้...

    "
    นี่เป็นน้ำตาหยดสุดท้ายแล้วหรือยัง"

    ไม่รู้...

    เพราะมันไม่เคยสิ้นสุดเสียที

    เธออยู่ไหน เจ้าน้ำตาหยดสุดท้าย ... ของฉัน



    --Lovely Chubby a little Big Ben--
    ^_^


    I can still smile and laugh at my pain.

    ใจไม่ง่ายพอ

    ใจไม่ง่ายพอ
    Sep 7, 2007 12:29 AM

    แปลกนักหรือ ที่(เปลี่ยน)ใจไม่ง่ายพอ
    ผิดนักหรือ ที่รักใครไม่ง่ายพอ
    แย่นักหรือ ที่หลายใจไม่มากพอ
    เลวร้ายนักหรือ ที่ลืมไม่ง่ายพอ

    คิดมาตลอดว่าการเป็นฉันอย่างนี้มันก็ดีไม่น้อย  อย่างน้อยก็ไม่เลวร้ายนักหรอก
    แต่มาวันนี้กลับรู้สึกว่าหัวใจไม่เข้มแข็งพอที่จะลืมเลือนใครบางคน ลบบางความรู้สึกออกไป
    ใช้เวลาเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่มากพอ

    ผิดที่ฉันไม่สวยพอ
    ผิดที่ฉันมีไม่มากพอ
    ผิดที่ฉัน(ความคิด)ไม่โตพอ
    (
    ในความคิดเธอ)
    ผิดที่เราไม่เคยเข้าใจกัน
    ผิดที่คุยกันไม่รู้เรื่อง
    (
    ที่จริงต้องบอกว่า ไม่เคย "คุย" กันเลย ถึงจะถูก)
    ผิดที่เข้ากันไม่ได้
    ผิดที่ฉันไม่ใช่
    ผิดที่ฉันยังมีความรู้สึก
    ผิดที่ ผิดคน ผิดเวลา
    ผิดที่ไม่เคยทำได้อย่างตั้งใจ
    ผิดที่ใจไม่ตรงกัน
    ผิดที่ใจนี้ลืมเธอไม่ลง
    และรักใครไม่ง่ายพอ

    ...
    ผิดที่ฉันเอง...

    ขอโทษทีที่รักเธอ คนที่ไม่เคยเหลียวแล

    ขอบคุณมิตรภาพที่พยายามหยิบยื่นให้


    เธอชนะแล้วทั้งที่ไม่ต้องทำอะไรเลย
    ฉันพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเองจนหมดสิ้น
    บทเรียนแห่งกาลเวลาและความรัก(ข้างเดียว)ช่างมีค่ามหาศาล


    ขอบคุณทุกอย่าง
    ขอบคุณ


    แล้วฉันจะกลับไป(รู้สึก)เป็นเพื่อนกับเธอ(เพียงอย่างเดียว)... ในไม่ช้า

    08 September

    มันคงไม่ใช่ความรัก (แบบหนุ่มสาว)

    น้องเบาหวิว อ้วนได้อีก//"He is a man whom everyone loves but not marry."//I'm special& unique in my own way. + I need a hug. says:

    แกๆ

    น้องเบาหวิว อ้วนได้อีก//"He is a man whom everyone loves but not marry."//I'm special& unique in my own way. + I need a hug. says:

    พูดออกมาเยอะๆเว้ย เรื่องผู้ชาย แล้วเราจะรู้สึกได้ว่าเราไม่ได้รักเค้าหรอก

    น้องเบาหวิว อ้วนได้อีก//"He is a man whom everyone loves but not marry."//I'm special& unique in my own way. + I need a hug. says:

    ความรักมันไม่ใช่แบบนี้

     

     

    ----

    ถ้าเป็นความรักเราคงไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดเสียใจนานขนาดนี้

     

    พอได้ระบายออกไปมากๆ ก็เห็นตัวเองในมุมหนึ่ง 

    ใช่ ฉันคง่ได้รักเขาแบบนั้นจริงๆน่ะแหละ

    มันคงเป็นความรู้สึกดีเรื้อรัง

    ก็ขอบคุเขานะที่ไม่ซ้ำเติมความเจ็บช้ำด้วยการทวีความเอ็นดู+ความผูกพัน+ความใส่ใจ

    อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันที่เขาชดเจนไปเลย ว่า เราเป็น "น้องสาว"

    แล้วเราก็คงจะรักเขาในแบบนั้นมากกว่า+ดีกว่า

     

    เย้ๆ ดีใจ ^_^

     
    07 August

    HRD's Homework การบ้านวิชาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

    ณ มุมหนึ่งของ(คน)ที่ทำงาน

    At the Corner of a Workplace

    ยามเที่ยง วันศุกร์สุดสัปดาห์ปลายเดือน ณ ห้องรับประทานอาหารเล็ก ๆ ของบริษัทผลิตชุดชั้นในยี่ห้อดัง ใจกลางกรุงเทพฯ มหานครแห่งความหลากหลายวุ่นวายสับสน มีมนุษย์เงินเดือนจำนวนหนึ่งนั่งจับกลุ่มรับประทานและสนทนาปราศัยฆ่าเวลาในระหว่างพักกลางวันที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียงไม่ถึงชั่วโมง ประเด็นที่พวกเขานำมาถกเถียงและเล่าสู่กันฟังนั้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานของมนุษย์ผู้ซึ่งอาศัยเงินประจำจากบริษัทแห่งนี้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องทั้งสิ้น

                    ขณะวิชาญเงยหน้าขึ้นมาจากการก้มลงตักข้าวเข้าปาก พร้อมทั้งเตรียมต่อบทสนทนากับอรสาและสินสุดาที่กำลังตั้งใจฟังว่าเขาจะว่าอย่างไรต่อ สุทธิศักดิ์ก็เดินบ่นเป็นหมีกินผึ้งเข้ามา ณ จุดที่ทั้งสามนั่งรับประทานและเปิดวงสนทนากันอยู่อย่างเกือบจะสำราญใจ เหมือนว่าเสียงบ่นจะจงใจแว่วเข้าหูวิชาญจนไม่อาจให้มันหลุดพ้นไปได้ เขาจึงหันไปถามเจ้าของเสียงพร่ำบ่นนั้นว่า “เป็นอะไรไปเหรอศักดิ์ ได้ยินเสียงบ่นมาแต่ไกล เอา ๆ มานั่งลงกินข้าวด้วยกันก่อน แล้วค่อย ๆ เล่าให้พวกพี่ฟังทีสิ” ผู้ได้รับการทายทักไม่รอช้ารีบเลื่อนเก้าอี้เข้านั่งลง ณ ตำแหน่งใกล้เคียงกับเจ้าของคำถามนั้น “ก็ผมเซ็งน่ะสิครับ ตั้งใจทำงานแทบตาย เจ้านายไม่เคยเห็นความดี มัวแต่สนว่าใครจะทำผลงานเยอะกว่ากัน” วิชาญได้ยินดั่งนั้นจึงตอบรับการเปิดประเด็นของรุ่นน้องว่า “อ่อ ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง มันเป็นปัญหาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้วไอ้น้องเอ๋ย โดยเฉพาะเด็กใหม่อย่างเราน่ะ ก็ต้องพยายามหน่อย กว่าเขาจะเห็นความดีน่ะ ก็ต้องอดทน นี่ยังไม่ถึงปีเลยหนิ อดทนไปก่อนเถ้อ”  สุทธิศักดิ์ตอบกลับทันควันว่า “ผมทั้งอดทั้งทนแล้วนะครับพี่ แต่ทำไมพี่สุธีเขาไม่เข้าใจบ้างว่า การที่จะสร้างผลงานมันมีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ตัวผมคนเดียว วิธีการที่ผมทำผมก็ค่อย ๆ เรียนรู้จากพี่ ๆ เพื่อน ๆ แล้วเอามาปรับใช้กับงานของตนเอง แต่ทำไมพี่เขาไม่เข้าใจบ้างว่าบางอย่างจะให้เห็นผลปุ๊บปั๊บก็ไม่ได้ มาเร่งเอากับผมลูกเดียว แล้วก็คอยต่อว่าว่าผมไม่ตั้งใจทำ ซึ่งพวกพี่ก็เห็นว่าผมทุ่มเทขนาดไหน กลับบ้านก็ค่ำมืด นั่งคิดนั่งวางแผนตั้งนาน คิดแล้วมันน่าน้อยใจ” สินสุดาเห็นรุ่นน้องทำหน้าเคร่งเครียดจึงปลอบว่า “ใจเย็นน่ะศักดิ์ มันก็อย่างนี้แหละ บางทีเจ้านายเขาก็ลืมนึกถึงใจลูกน้องที่ทำงานงก ๆ เงิ่น ๆ  เราก็ต้องเข้าใจด้วยนะ ว่าเขาก็งานเยอะ ความรับผิดชอบมากมาย บางทีจะให้ใส่ใจเรามาก ๆ ก็ไม่ได้” อรสาได้ยินดังนั้นจึงสวนกลับว่า “แหม หล่อนก็พูดดีไป เมื่อก่อนใครกันนะที่มาบ่น ๆ น้อยใจเจ้านายแทบทุกวี่วัน ไม่ใช่เธอหรอกเรอะ ใยดา” เพื่อนสาวแก้ตัวกลับไปว่า “มันก็ใช่น่ะ แต่ตอนนี้ฉันก็ปรับตัวแล้วหนิยะ เห็นไหมล่ะ ก็ทนมาได้ตั้งห้าปี” “นี่พี่ ๆ ก็เคยเจอปัญหานี้กันเหรอครับ แล้วทำไมไม่มีใครคิดแก้ไขอะไรบ้างเลยล่ะครับ” วิชาญได้ยินดังนั้นจึงตอบรุ่นน้องผู้สงสัยว่า “จะให้แก้อย่างไรเล่าไอ้น้องชาย ก็ในเมื่อเขาวัดคนที่ผลงาน  ใครจะไปสนว่าเราทำอย่างไร ทำอะไร เขาก็ดูแค่ว่าเราทำแล้วได้ประโยชน์อะไรกับงานของเขา บริษัทของเขา ก็แค่นั้น เฮ้อ ไอ้เราก็รับเงินเขามาใช้ทุกเดือน ๆ ก็ต้องทำตามที่เขาต้องการ ที่เขาอยากให้เป็น ก็แค่นั้น” พนักงานผู้น้องยิ่งขัดใจใหญ่ในเรื่องนี้จึงตอบกลับไปว่า “แต่พี่ครับ เราก็มีชีวิตมีจิตใจนะครับ จะให้ทำงาน ๆ โดยที่ไม่ได้รับความสนใจใส่ใจความรู้สึกเลยได้อย่างไรล่ะครับ โดนดุโดนว่าอย่างนี้เรื่อย ๆ มันก็หมดแรง หมดใจที่จะทำงานให้ได้ง่าย ๆ เหมือนกันน่ะครับ” วิชาญไม่ลังเลที่จะตอบกลับไปว่า “อื่ม เรื่องนั้นพี่ก็เข้าใจ แต่ทำไงได้ เราเข้ามาอยู่ในที่ของ “เขา” แล้วนิน่า ช่วยไม่ได้เราไม่ได้มีตังค์มาเปิดบริษัทเป็นของตัวเองหนิ ถึงต้องตาม ๆ เขาไป เขาว่าไงก็ต้องทนรับ ๆ ไปบ้าง ไม่งั้นก็จะขัดแย้งกันเปล่า ๆ ขัดใจเจ้านายมันเรื่องใหญ่นะเว้ย” “ผมทราบดีครับเรื่องนั้นน่ะ ก็ได้แต่บ่นให้พวกพี่ ๆ ฟังเนี่ยแหละครับ” หนุ่มไฟแรงเจ้าของปัญหารับคำด้วยความจำยอมต่อสถานการณ์ที่เป็นไป

                    อรสาผู้ที่ตอนนี้จัดการกับอาหารที่อยู่ในจานข้าวของตนเรียบร้อยแล้วกลับมาสละเวลาที่เหลืออยู่ให้กับการตั้งใจสนทนากับทุกคนในห้องนั้น “อื่ม พี่เข้าใจนะศักดิ์ พวกพี่ ๆ ก็เคยเจอมาก่อนแล้ว เคยคิดแบบที่เราคิดน่ะแหละ ว่าจะแก้อย่างไร ทำอย่างไรบ้าง แต่มันจะไปทำอย่างไรได้ ในเมื่อผู้บริหารเขาไม่ได้ใส่ใจความคิดของเรามากขนาดนั้น แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเจ้านายก็ใช่ว่าจะใกล้ชิดกันจนกล้าพูดอะไรมาก ๆ ได้ ขนาดกับเพื่อนร่วมงานบางคน บางทีก็แทบจะไม่ได้พูดกันเลยด้วยซ้ำวัน ๆ หนึ่งน่ะ เฮ้อ” เพื่อนสาวอีกคนแสดงความเห็นด้วย “นั่นน่ะสิอร เราก็เหมือนกัน ... เอ่อ เราว่าบริษัทนี้น่าจะมีการจัดโครงการส่งเสริมความสัมพันธ์ของพนักงานบ้างนะ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานกันลำบาก มัวแต่เกรงใจคนโน้นทีคนนี้ทีไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าแสดงตัวตนหรือความสามารถที่แท้จริงออกมาสักที” “ใช่ครับ ๆ ผมก็เห็นด้วย เนี่ยผมเข้ามาตั้งเกือบปีแล้วยังไม่เห็นให้ผมไปฝึกอบรม หรือมีกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงานเลย ผมยังไม่ค่อยรู้จักใครอย่างจริง ๆ จัง ๆ มากนัก เวลาประสานงานก็ลำบาก นี่ดีนะครับที่รู้จักกับพวกพี่ ๆ ได้มานั่งระบายให้ฟัง ไม่อย่างนั้นคงอึดอัดแย่เลยครับ” สุทธิศักดิ์เล่าสู่กันฟัง วิชาญก็ไม่รีรอที่จะเสนอความคิดเห็นบ้าง “นั่นน่ะสิ พี่ก็อยากให้เขาจัดอบรมพนักงานเรื่องสำคัญ ๆ อย่างเช่น ทักษะภาษา ทักษะความเป็นผู้นำ ทักษะการสื่อสาร ฯลฯ เพราะล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้นที่จะทำให้การทำงานและการสร้างผลผลิตของเราก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป  เฮ้อ ไม่เข้าใจเลย ทำไมพวกเจ้านายไม่เล็งเห็นถึงความสำคัญเรื่องพวกนี้บ้าง” อรสาพูดต่อจากวิชาญว่า “จริงด้วย เราก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน เราจะได้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ดีกว่าที่จะมาทำงานเก้าโมงแล้วก็กลับบ้านไปอย่างเบลอ ๆ ในตอนเย็นค่ำ พวกเราน่าจะได้อะไรมากกว่านั้น เธอว่าปะใยดา” “อื้ม ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ บริษัทน่ะได้แต่ตั้งกฎอะไรเยอะแยะมาให้เราปฎิบัติ เดี๋ยวก็ห้ามทำโน่นไม่ควรทำนี่ จนเราแทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ เพราะต้องคอยระมัดระวังกับกฎระเบียบที่ดูเกินจริงของบริษัท ทีเรื่องอย่างนี้บริษัทขอให้เราทำให้ได้ แต่ทำไมแค่เราอยากให้แคร์เราบ้าง ให้สนใจการพัฒนาอาชีพของพวกเราบ้าง บริษัทถึงไม่ยอมทำให้  เนี่ยทำงานมาห้าปีหกปีแล้วยังรู้สึกว่าย่ำอยู่กับที่อยู่เลย ไม่ยอมไปไหนสักที” สินสุดาเห็นพ้องอย่างเต็มที่ “อื่มจริงด้วย ตำแหน่งก็ไม่ได้เลื่อน โบนัสก็ไม่มีให้มาตั้งนานแล้ว ทั้งที่เป็นบริษัทใหญ่โตมีชื่อเสียงแท้ ๆ แต่ทำไมทำกับเราอย่างนี้ก็ไม่รู้ เคยคิดอยากจะไปเรียนต่อเพื่อจะได้เอากลับมาใช้กับงานก็ทำไม่ได้ บริษัทไม่เคยอนุญาต อยากให้เราทำแต่งาน ๆ ๆ ให้เขาลูกเดียว เงินสนับสนุนอะไรก็ไม่มี จะลาออกก็ไม่ให้ออก พอเห็นเรามีทีท่าอยากจะออกก็มาพูดจาหว่านล้อมว่าขาดเราไม่ได้ ขาดเราไม่ได้อะไรหละ ที่ผ่านมาไม่เห็นจะทำให้รู้สึกเลยว่าเรามีค่า เฮ้อ นี่ถ้าขีดความอดทนมันสุดเมื่อไหร่ ก็จะลาออกจริง ๆ ด้วย ทนมานานแล้ว” วิชาญระบายความในใจบ้าง ... ทุกคนตอบรับด้วยเสียงถอนหายใจ ... “เฮ้อ!

                    . . . . .

                    “อ้าวเฮ้ยไอ้เก้ ไปไหนมาเนี่ยเหงื่อแตกท่วมตัวเลย แล้วนี่ทำไมเพิ่งจะมาแดกข้าวล่ะ” สุทธิศักดิ์ร้องทักเพื่อนร่วมงานที่เริ่มชีวิตการทำงานที่นี่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งกำลังเดินมาพร้อมถาดข้าวในมือ “อ่อ กูไปติดต่องานมาน่ะสิ แม่ง ยุ่งยากฉิบหาย กว่าจะเสร็จ เฮ้อ เหนื่อยเป็นบ้า ...   อ้าว พวกพี่ ๆ หวัดดีครับ” เก้ตอบคำถามด้วยอาการเหนื่อยและหงุดหงิด แต่ก็ไม่ลืมที่จะทักทายพวกพี่ ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนั้น “เออ ๆ มึงใจเย็น นั่งแดกข้าวด้วยกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ด้วยความห่วงใยสุทธิศักดิ์จึงชวนเพื่อนรับประทานอาหารก่อนเริ่มบทสนทนา

                    “เอาล่ะ เรื่องมันเป็นไงมาไง เล่าให้พวกพี่ฟังสิ เก้ ไปเจออะไรมา” วิชาญถามด้วยความเป็นห่วงและอยากรู้ เก้จึงสนองคำถามไปว่า “ก็เมื่อเช้าน่ะสิครับเจ้านายบอกให้ผมไปติดต่องาน แล้วกว่าผมจะหาสถานที่เจอ กว่าจะหาคนเจอก็หอบแฮ่ก ๆ เลยครับ ผมว่าที่ทำงานนี้น่าจะทำป้ายบอกสถานที่หรือมีบอร์ดบอกถึงตัวบุคคลให้ชัดเจนหน่อย ในแต่ละตึกน่ะครับ นี่บอร์ดก็ไม่มี ป้ายก็ไม่ชัด ถามคนก็งง ๆ เจ้านายก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียด ตึกที่ไปก็อย่างกับเขาวงกตเดินหาลิฟท์ก็ยาก หาคนจะติดต่อสอบถามธุระด้วยก็ยาก เฮ้อ ทำเอาเหนื่อยเลยครับ”  “อ่อ อย่างนี้แหละ ก็บริษัทไม่ยอมจัดปฐมนิเทศพาแนะนำบริเวณบริษัทให้ชัดเจนก่อนด้วยแหละ น้อง ๆ เลยไม่ค่อยรู้ทาง ประกอบกับการสร้างสถานที่ที่คำนึงถึงแต่ความสวยงาม เอาให้เป็นหน้าเป็นตา แบบลวง ๆ ของบริษัท แต่ไม่ค่อยมีการประสานงานกันให้รู้เรื่องหรอก ว่าจะติดต่อคนนี้ต้องไปตรงไหน แล้วทางเดินก็ซับซ้อนวกวน ถ้าไม่คุ้นจริง ๆ ก็หากันไม่ค่อยเจอหรอก ถ้ามีเรื่องด่วนก็คงแย่กว่านี้ อินทราเน็ตก็ไม่ยอมจัดการให้ใช้อย่างเป็นระบบและแพร่หลาย พนักงานส่งเอกสาร ติดต่อประสานงานก็มีไม่เพียงพอ พี่ว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องเลยนะที่เราจะต้องลงทุนไปเดินตามหาคนไปเดินงงไปในตึกขนาดนั้น” อรสาชี้แจงความคิดเห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ใช่ครับ ๆ แล้วอีกอย่างบางทีสถานที่ก็มืด ๆ อย่างวันนั้นผมเข้าไปตึกสาม มืดอย่างกับตอนกลางคืนแน่ะครับ ผมยังสงสัยเลยว่าพวกคนที่ทำงานในแผนกนั้นเขาไม่รู้สึกบ้างเหรอว่าตัวเองกำลังทำงานอยู่ในถ้ำ อับ ๆ มืด ๆ อย่างนั้น หึ ๆ  สายตาก็เสียได้ถ้าทำงานมืด ๆ อย่างนั้นนาน ๆ น่ะครับ เฮ้อ เอาสุขภาพมาเสี่ยงแท้ ๆ” สุทธิศักดิ์เสริมต่อคำพูดของอรสา

                    . . . . .

                    ขณะที่คนอื่น ๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่นั้น เก้ก็เร่ง “ยัด” อาหารเข้าปากอย่างเร็วที่สุด จนเกือบหมดจาน เขาจึงเริ่มสานต่อบทสนทนาขณะเคี้ยวอาหารตุ้ย ๆ ว่า “อันที่จริงที่ผมมากินข้าวช้า ไม่ใช่เพราะหาห้องยากอย่างเดียวหรอกครับ จริง ๆ ก็มัวแต่รอพนักงานฝ่ายนั้นดำเนินการ กว่าจะติดต่อเจ้านายเขาให้ กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง โอ๊ย นานครับ ไม่รู้ว่าจะลดขั้นตอนเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างไม่ได้รึยังไง แล้วหัวหน้าของทั้งของผมและของเขาก็ทำไมไม่ยอมติดต่อกันให้รู้เรื่องให้ดีก่อน ผมจะได้ไม่ต้องไปนั่งอธิบายแจกแจงรายละเอียด และก็กรอกอะไรต่อมิอะไรตั้งมากมาย ทำเอาอารมณ์เสีย” วิชาญได้ยินเสียงบ่นของน้องผู้นี้ก็ตอบรับกลับไปว่า “อื่ม อย่างนี้แหละ บริษัทเรา มีแต่ปัญหา ไม่รู้เมื่อไหร่จะเปลี่ยน ตั้งแต่รุ่นก่อนรุ่นพี่ จนมาถึงรุ่นพี่ แล้วนี่น้อง ๆ ยังต้องมาโดนอย่างนี้อีก ไม่รู้เมื่อไหร่จะแก้ปัญหากันได้สักที”

                    “นั่นสิ เมื่อไหร่จะแก้ปัญหากันได้สักที เผื่อชีวิตการทำงานของเราจะได้ดีขึ้นบ้าง” สินสุดาพยักหน้าและพ้องรับ

                    . . . . . แอ๊ด!! . . . . .

                    “เอาพวกเรา ออดดังแล้ว กลับไปทำงานกันเถอะ” วิชาญชวนผู้ร่วมวงสนทนา

                    “ไป กลับไปสู่โลกแห่งความน่าเบื่อหน่ายกันต่อ คิดเสียว่าใกล้หมดวันแล้วก็แล้วกัน ไป” อรสาลุกขึ้นพร้อมสินสุดา

                    “ครับ ไปครับพี่  เฮ้ย ไป ไอ้เก้ ไปได้แล้ว” สุทธิศักดิ์ลุกขึ้นเก็บเก้าอี้เตรียมหันหลังเดินตามพี่ ๆ ออกไป

                    “อื่ม” เก้พยักหน้าพร้อมทั้งรีบกลืนข้าวคำสุดท้าย ก่อนที่จะลุกเดินตามทุกคนออกไป

                    แล้วปัญหาทุกอย่างก็ถูกทิ้งไว้ ณ ตรงนั้น ... ณ มุมหนึ่งของ(คน)ที่ทำงาน.

     

     
    18 July

    ณ มุมหนึ่งของความผูกพัน

    ความผูกพัน ...
    มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ทำให้พันผูก 
    มันเกิดขึ้นมาแล้วทำให้อุ่นใจเสมอ
    มันเกิดขึ้นมาแล้วทำให้คอยห่วงหาอาทรและคิดถึง
    แต่
    บางที ความผูกพัน
    ก็ทำให้เราเกลียดกันไม่ลง ในขณะเดียวกันก็รักกันไปมากกว่านี้ไม่ได้เช่นกัน
    ...  จริง ๆ อาจทำได้
    เพียงแต่ ฉันไม่อยากเสีย "ความผูกพัน" นั้นไป
     
    เฮ้อ!  ความผูกพัน
     ฉันจะทำยังไงกับเจ้าดีนะ?
     
    (จริงๆอยากเอามาเขียนตั้งแต่วันที่13. 14 ก.ค. แล้วหละ)
    02.20 a.m. 18/7/07
    15 July

    From e-mail

        วิธีอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ

    วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี

    รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี

    ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
    ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
    หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้  ริษยาเจ้านาย ใส่ไคล้ลูกน้อง
    ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)

    คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า
    อะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
    คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน

    ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า

    ''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
    ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''

    คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
    ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
    เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
    กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

    ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบ หรือไม่ชอบใคร
    หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบ หรือมาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่ง
    ที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
    เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้น หันกลับมามองตัวเองดีกว่า
    ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
    นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
    เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง

    คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
    ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
    จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้

    เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
    บางที่ คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
    เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
    เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
    วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย

    ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า

    คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
    เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
    มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม

    อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
    ความโกรธ ความเกลียดนั้น
     
     
    --- จริงด้วยเนอะ!!!
    01 July

    a cycle of life

    So tired.
    Learning, Working, Dealing with people, and Living are challenges.
    Sometimes we're fun, sometimes we like, sometimes we dislike, sometimes we tired, but all time we grow.
    It's a cycle of life .... until we die .(?)
    Anyway, I still love my colourful dark life ^_^
    1 July 07
    10 June

    ดูหนัง-มองชีวิต-เรียนรู้

    วันพฤหัสที่8มิย. ไปกิน+แดนซ์กับเหล่ากระรอกฯแต่ยังไม่ทัน(แดนซ์)กระจายก็ต้องกลับ อยากไปมันส์ๆอีกจัง 
    ส่วนวันศุกร์ที่9มิย.ไปดูthe memory of Mutszuko (เขียนไงเนี่ย?) กับพี่โบ พี่หมิง และเอ๋
    หนังเรื่องนี้มีหลากหลายอารมณ์มาก คนทำหนังเค้าเลือกใช้จังหวะในการดึงและสลับอารมณ์ของเราได้ดี มีวิธีการลำดับภาพที่โอเคถึงแม้ว่าบางทีจะดูขัดๆ  ส่วนเนื้อหาก็ดี มีtheme ที่น่าสนใจ แต่บางครั้งรู้สึกว่าประเด็นบางประเด็นถูกเอามาใส่แบบไม่ค่อยสมเหตุผล แต่ว่าโดยรวมก็ดีมากๆ  เรียกเสียงหัวเราะ เคล้าน้ำตาเราไปได้เต็มเหนี่ยวมากเลย ถึงขั้นชาไม่พูดไม่จาเลยอะหลังออกจากโรงหนัง พอตื่นมาอีกวันก็ตาบวมเลย (พี่โบที่นั่งข้างๆเราก็น้ำตาแตกเหมือนกัน ส่วนเอ๋ก็มีนิดๆมั้ง)
     ... เขาเริ่มเรื่องจากผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกแฟนบอกเลิกแล้วทำตัวสำมะเลเทเมาไร้ค่าไปวันๆ จนเมื่อพ่อของเขามาหาแล้วบอกว่าป้าตายให้ไปจัดห้องป้าให้ แล้วเรื่องก็ดำเนินย้อนอดีตไป ถึงตั้งแต่ตอนที่ป้า(ชื่อมัสซึโกะ)ยังเด็กๆ เรื่องราวของมัสซึโกะ สลับตัดกับความจริงในปัจจุบันและเรื่องราวที่โช(หลานชายได้เจอะเจอในปัจจุบัน) เรื่องราวของมัสซึโกะสอนให้โชหันกลับมาดูตัวเอง และมีกำลังใจในการอยู่อย่างเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น
    เหตุการณ์บางตอนในช่วงชีวิตของมัสซึโกะทำให้เราย้อนนึกถึงตัวเอง เช่นตอนที่หนีออกจากบ้านแล้วเกือบทำให้พ่อชอค(ตอนนั้นยังไม่ได้ผ่าตัดหัวใจ) หรือแม้แต่กระทั่งตอนที่มัสซึโกะพร้อมที่จะอยู่เพื่อรักแท้แม้ว่าจะเหมือนกับตกนรก  ฯลฯ  ดูแล้วพยายามเข้าถึงความรู้สึกของมัสซึโกะในแต่ละช่วงของชีวิต ทำให้เข้าใจ แล้วบางทีก็รู้สึกตามจนน้ำตาไหลออกมา   ...
    เรื่องราวของมัสซึโกะทำให้เห็นความจริงบางอย่างของชีวิต
    คนเราต่างพบเจอช่วงที่เลวร้ายสุดๆของชีวิตและช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต  ... แต่ว่าสิ่งสำคัญคือเราจะทำช่วงชีวิตตอนนั้นให้ดำเนินไปอย่างไร  บริบทและสิ่งแวดล้อมล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกเดินไปในแต่ละเส้นทางของตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องขึ้นกับตัวเองว่าจะแข็งแกร่งและลุกขึ้นได้เมื่อไหร่ แค่ไหน และอย่างไร ... อย่างน้อยมัสซึโกะก็เรียกพลังของตนเองออกมาใช้ได้ แม้จะเป็นirony ที่เมื่อเขาพร้อมจะสู้กับชีวิต เขากลับต้องจบชีวิตลงด้วยความโหดร้ายของคนในสังคม และยิ่งironyหนักไปอีกเมื่อคนที่ฆ่าเขาคือเด็กที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมต่อไป 
    พี่หมิงบอกว่าเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าชีวิตของเราตอนนี้น่ะดี  คือมันยังมีชีวิตอื่นที่เค้าต้องดิ้นรน และแย่กว่าที่เราคิด+เห็น (อันนี้เห็นด้วยนะคะพี่หมิง ... ดีนะคะ ที่อย่างน้อยการดูหนังเรื่องนี้ทำให้พี่ได้เห็นมุมมองเพิ่ม/กว้างขึ้นไปจากกรอบชีวิตที่พี่เป็นอยู่)
    อีกประเด็นที่เรียกน้ำตาเราไปเต็มๆนั้นก็เรื่องของครอบครัว  ...  จริงๆนะ ไม่ว่าชีวิตจะพังแค่ไหน ถ้ายังมีครอบครัวอยู่เคียงข้างมันก็ยังมีแรงสู้ต่อ  และความไม่เข้าใจกันบางอย่างในครอบครัวอาจนำมาซึ่งจุดจบอันน่าสลดของคนคนหนึ่งหรือหลายคนเลยก็ว่าได้
    ครอบครัวคือรากฐานสำคัญ ความรักที่มีให้กันเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง โปรดอย่าปล่อยให้มันกลายเป็นยาพิษของใครคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนในครอบครัวเลย 
    เรารู้สึกไปกับความรู้สึกโดดเดี่ยวของมัสซึโกะ และความโหยหาใครสักคนของเขา พอดูมาตลอดเรื่อง คนทำหนังสามารถทำให้เราค่อยๆเข้าใจตัวละครตัวนี้ลึกลงไปเรื่อยๆ และการเข้าใจตัวละครตัวนี้ก็เริ่มทำให้เราเข้าใจตัวเองในบางแง่บางมุม
    และสุดท้ายคนทำหนังยังมาเน้นประเด็นเรื่อง "คุณค่าของคนเรามันไม่ได้อยู่ที่การได้รับแต่อยู่ที่การให้ต่างหาก" และที่สำคัญที่ทำให้เราต่อมน้ำตาแตกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากหยุดไปแล้ว ก็คือเพลงที่มาพร้อมกับภาพย้อนหลังชีวิตของมัสซึโกะ มีท่อนหนึ่งร้องว่า "...ถ้าหิวก็กลับบ้าน..." แล้วเป็นภาพมัสซึโกะ เป็นภาพพ่อของเธอที่มานั่งดูเธอเล่นละคร แล้วอมยิ้ม  ... ฮือๆๆ กินใจ+กระแทกใจ+ซึ้งใจ+กระทบใจ+โดนใจ
    ฮู้ววววว
    อ่อ มีอีกประเด็นหนึ่งนะ คือการที่ผู้ทำหนังให้ภาพของเพื่อนมัสซึโกะที่เคยพลั้งพลาดในชีวิตเหมือนกัน แต่ก็ฝ่าฟันจนประสบความสำเร็จในชีวิต เราเห็นแล้วนึกถึงเพื่อนๆบางคนที่เอนซ์ไม่ติดแล้วไม่กล้ามาเจอกันตอนนัดห้อง เราจับความรู้สึกของเขาแล้วอยากบอกเหลือเกินว่าคนเรามันมีหวังเสมอ และสามารถทำให้ตนเองไปสู่หนทางที่ดีขึ้นได้หากตั้งใจจริง
    ความหวังเป็นน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงของคนทุกคน  อย่างมัสซึโกะเองก็ยังมีหวังแม้จะปล่อยปละชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางอย่างมาจุดประกายให้เกิดความหวังอีกครั้ง เช่นนักร้องที่เขาเห็นในโทรทัศน์  หรือแม้แต่ตอนใกล้จะจบที่เขาเห็นภาพน้องสาวเขาและเขาตัดผมให้น้องเขา ... ความหวังความฝันจินตนาการนำมาซึ่งการดึงเอาศักยภาพของตนเองออกมาใช้ ทำให้รู้ว่าตัวเองยังมีคุณค่า ชีวิตไม่ได้หมดเพียงแค่ในห้องขยะสี่เหลี่ยมนั้น ... แม้ว่าความหวังของมัสซึโกะจะดับลงเพราะการออกมานอกกรอบสี่เหลี่ยมที่ตัวเองอุดอู้อยู่ทำให้เจอกับความโหดร้ายของโลกภายนอก โลกที่ตัดสินคนจากเพียงรูปลักษณ์ โลกที่การรังแกกันไม่มีวันสิ้นสุด นั้น  แต่อย่างน้อย  ...มัสซึโกะก็ได้รู้ว่า "ตัวเองไม่ไร้ค่า" ...
    จะเห็นว่าคนทำหนังได้ให้ภาพของมัสซึโกะตอนตายไว้อย่างสวยงาม ห้อมล้อมด้วยดอกไม้ และมีหมอกสวยงามวิ้งๆ เป็นดังภาพความฝัน (ทั้งที่เธอถุกฆาตกรรม) แล้วในมือของเธอยังกำความหวังไว้แน่น...นามบัตรของเพื่อนเธอที่จะทำให้เธอได้เป็นช่างทำผมอีกครั้ง...
    แล้วเราหละ ปล่อยให้ความหวังที่จะทำชีวิตให้มีค่าหลุดลอยไปบ้างรึเปล่า?
    อย่าปล่อยให้มันหายไปเลยนะ เรียกมันกลับคืนมา....
    ชีวิต มีอะไรมากกว่าที่เราคิด!!
    อาทิตย์ 10 มิถุนายน 2550
    20.40 น.

    เปลือย...อารมณ์

    อังคารที่ 10 เมษายน 2550 

    22. 25 น.

    >> ผู้หญิงเก็บกดแบบจริงจัง J

                    เพิ่งกลับมาบ้าน  วันนี้ไม่ค่อยมีไรพิเศษเท่าไหร่ (มั้ง)

                    ครึ่งวันแรกก็หมดไปกับชีวิตว่างเปล่า เกลือกกลิ้งอยู่บ้าน ทำโน่นนี่บ้างเล็กน้อยแต่ก็คงไม่มากเหมือนคนที่ออกไปทำงานหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ กว่าจะออกจากบ้านก็เย็นแล้ว ไปเจอเพื่อนที่เพิ่งสัมภาษณ์งานมาหมาด ๆ แต่เพราะไปสายเลยได้นั่งคุยแป๊บเดียว แล้วเราก็ขึ้นเรียน เรียนไปหลับไปหลายตลบมาก ทั้ง ๆ ที่นั่งเกือบ ๆ ข้างหน้าน่ะแหละ ...เฮ่อ พอครั้งแรกนั่งที่ไหนมันก็เหมือนจะต้องนั่งแถว ๆ นั้นไปเรื่อย ๆ ... จริง ๆ อยากจะไปนั่งหลังจะแย่ แต่ก็ดันเริ่มคุ้นเคยกุ๊กกิ๊กจุ๊บจิ๊บกับพี่ ๆ ที่นั่งใกล้ ๆ ไปแล้ว ... คนเราพอเริ่ม ๆ จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับใครแล้ว มันยากเนาะที่จะออกมาจาก “ตรงนั้น” อะ ...จำได้เลยตอนเรียนป.ตรี เราโคตรอยากมานั่งหลัง ๆ เลย(จะได้มันส์ ๆ เฮ้วๆ แบบตอนเอ๊าะ ๆ)  แต่แบบ “ที่รัก” ทั้งหลายก็แห่ไปนั่งหน้ากันตั้งแต่แรก แล้วมันเหมือนเป็นหน้าที่ไปแล้วเพราะนั่งหน้ามาตั้งแต่แรก แล้วก็อยู่ด้วยกันตรงนั้นมาตั้งแต่แรก พอวันไหนที่มันยอมตามใจมานั่งหลังก็จะคึกคักมาก (แต่ก็จะต้องเสียบางอย่างไป คือก็จะไม่ค่อยเรียนกัน ฯลฯ) แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปที่เดิม เพราะมันเป็นที่ของพวกเรามาตั้งแต่แรก

                    จริง ๆ ก็ไม่ใช่ที่หรอกที่ยึดตัวเราไว้ แต่เป็นคนต่างหากที่ทำให้รู้สึกว่า ถ้าอยู่ตรงนั้นจะอุ่นใจกว่า

                    ว่าแต่ว่าเราพูดขึ้นมาทำไมวะ?  เออ ก็แค่จะบอกว่าหลับในห้องเรียนอีกคาบแล้ว และก็ วันนี้พี่ที่เขาไปดูงานที่ญี่ปุ่นเขาก็ซื้อถุงเท้ามาฝาก เป็นถุงเท้าสีชมพูลายหมูน้อยน่ารักกุ๊กกิ๊กจุ๋มจิ๋มมาให้ ก็ประหลาดใจอะนะ ดีใจเหมือนกันที่เขานึกถึง แต่จริง ๆ ก็แอบคิดโน่นนี่ แบบว่า เป็นโรคจิตแล้วมั้ง ไม่รู้ทำไมต้องคิด ... เราก็งงกับตัวเองเฉย ๆ ว่าซื้อมาให้ไมอะ? แบบคิดในใจ “เราน่าเอ็นดูขนาดนั้นเลยเหรอ?” แบบเพิ่งรู้จักกันเขามาดีกับเราขนาดนี้ไม? อะไรแบบนี้ คือเราก็เป็นผู้หญิงขี้ระแวงไปตามประสา แต่มันก็แค่แว๊บนึงเท่านั้นแหละ เพราะที่ผ่านมาสายตาและการกระทำพี่เขาก็เอ็นดูเราตลอดเลย ก็น่าดีใจนะที่อย่างน้อยยังมีคนรู้สึกดี ๆ ต่อกัน ทั้งที่เรายังใหม่กับที่นั่นและคนเหล่านั้น ... จริง ๆ ดีใจแหละ แต่แมร่งแสดงออกไม่เป็นหวะ ไม่รู้ทำไงดี ก็บอก ๆ ไปว่าดีใจไรแบบนี้ เพราะกลัวว่าเงียบและทำตายด้านเหมือนตอนที่เพื่อนรักสองคนมาเซอไพรส์หน้าบ้าน(แกจำได้ป่าววะ ตั้งแต่ยังเอนท์กันอยู่เลย) แล้วมันเซ็งไง(จำหน้าพวกแกวันนั้นได้เลย รู้สึกผิดไปอีกนานเลยอะ) ... ก็กลัวเขาเสียน้ำใจอะไรแบบนี้ เลยแสดงออกว่าดีใจแบบจริงจัง ทั้งที่แอบเขินนะเนี่ย (แต่จะว่าไปเราก็ชอบเอาโน่นเอานี่ให้กับคนอื่น ๆ เหมือนกัน .... สงสัยพวกเขาก็คงจะแปลกใจๆ เหมือนกันเนาะ ... แต่เอาเหอะ อยากทำนี่หว่า - - > พี่น่ารักคนนี้ก็คงคิดอย่างนั้นแหละมั้ง)

                    อะเรื่องน้ำใจอันแสนดีจากคนรอบข้างที่ทำให้โลกสดใสขึ้นในวันนี้ก็ผ่านไปนะ  ก็มีอีกเรื่องคือพี่ที่เรียนด้วยคนหนึ่งก็เอางานมาเสนอ เป็นงานด้าน HR พอดี ก็รับฟังไว้ เขาจะให้ไปสัมภาษณ์พรุ่งนี้ แต่แอบยังไม่อยากไปสัมภาษณ์ (เริ่มเนือยบ้างเล็กน้อย ;P) ก็ขอบคุณเขาและก็คงเอากลับมาคิดอีกที

    ตอนจะกลับบ้านวันนี้รอรถเมล์นานผิดปกติ พอขึ้นไปก็ไปเจอรุ่นน้องโรงเรียนเก่าที่เป็นน้องบ้านของเพื่อน ก็ยิ้มให้ แต่ดูเหมือนเขางง ๆ (สงสัยช้านจะสวยขึ้น ;P) แต่เราก็รู้สึกดี ... ก็ดี ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากคุยไรมาก ก็เลยเลี่ยง ๆ ออกมา... แต่สักพักเขาดั๊นมาทักเรากลับ ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย คุยโน่นคุยนี่ไป ... เข้าใจเลยอะ cliché ที่ว่าคนเราจะรู้สึกดี สบายใจ รู้สึกเข้ากันได้  เข้าใจกัน หรืออะไรแบบนี้ ก็ตอนที่เรากับอีกฝ่ายสามารถไม่ต้องพูดอะไรต่อกันแต่กลับเหมือนได้พูดไปหมดทุกอย่างแล้ว (อะไรแบบนี้) คือจะบอกว่าวันนี้เราไม่มีความรู้สึกนั้นไง ... ทำให้เห็น+รู้สึกถึงคุณค่าของพวกแก/เธอ/มึง/พี่ ขึ้นมาอย่างมากมายเลยอะ ... คนเรามันไม่ใช่สักแต่ว่ารู้จักกัน แต่ที่เรารู้จักใครและคบกันมาได้นาน ๆ อย่างที่เราไม่คิดว่าจะมาถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งเราคงต้องรู้อารมณ์กันด้วยแหละเนาะ  ... คือแบบเรารู้สึกเหนื่อยนะตอนที่คุยกับน้องเขา (แต่ก็สามารถพูดมาก ๆ ไปเรื่อยได้) ... นึกออกปะว่าเราจะไม่ว่าไรเลยอะถ้าเขาจะอยู่เฉย ๆ (กลับรู้สึกดีซะอีก ในเวลานั้น) แต่เขาก็พูด ๆ ไรมากมาย แล้วก็ทำมาดผู้ใหญ่ใส่อีก (กรูยิ่งมึนหนัก ... สาระอะไรจับไม่ค่อยได้หรอก  เพราะจุดสนใจมันหมดไปกับท่าทางและลักษณะการพูดที่ดูจะจริงจังไปนิดส์ .. จริงๆ จะว่าไป ..ก็ไม่เชิงนะว่าจับสาระไม่ค่อยได้ สาระน่ะได้ ได้รู้ไรเยอะเกี่ยวกับเขา แต่มันเป็นเวลาที่สมองไม่รับ แค่นั้นเอง)..  คือจริง ๆ แล้วเขาก็ดูจริงใจดีนะ  แล้วก็ดูมีความคิดโน่นนี่ดีอะ ... แต่อารมณ์นั้น นึกออกปะ ว่าไม่เป็นไร เราเข้าใจว่าเขาอ่านการ์ตูนอยู่ + เหนื่อย (เขาบอกตอนหลังว่าวันนี้ผมดูเหนื่อยๆ ใช่ปะ) ก็ไม่ต้องพยายามอะไรมาก  เราเองก็เหนื่อย + คอแห้ง + อยากเงียบอยู่เหมือนกัน แต่คงเป็นเพราะว่าเราเป็น  “คนรู้จักกัน” “ร่วมสถาบันเดียวกัน” และก็คงเป็น “มารยาททางสังคม” ด้วยแหละ (คือเราไม่รู้ว่าที่เขาถามโน่นพูดโน่นพูดโน่นพูดนี่เพราะอยากรู้จักกันรู้ความคิดกัน หรือเพราะเสียไม่ได้ - - > จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่เห็นต้องคิดเลยล่ะ ข้อนี้เรารู้ดี ... เพราะเราก็เรื่อยเปื่อยไปได้ตามประสาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า คือนึกออกปะ ว่า ความรู้สึกลึก ๆ ของคนเราแต่ละคนไง ภายในของสิ่งที่เห็นน่ะ มันก็มีไรให้รู้สึกอีกมากมาย เฉย ๆ)

    ... จำได้ว่าตอนที่กลับกับเพื่อนที่กลับทางเดียวกันบางทีมันก็ไม่ค่อยจะชวนคุยไรนะ  นั่งอ่านการ์ตูนไป  ฉันก็เข้าใจมัน ... เพราะธรรมชาติฉัน/เราก็ถ้ามันว่างมาก ๆ เดี๋ยวก็หาไรพูดขึ้นมาเอง แล้วก็เงียบไปเหมือนเดิมเองแหละ ...  บางทีคนเราไม่เห็นต้องสื่อสารด้วยการพูด (มาก) ตลอดเวลาเลยก็ได้

    เวลาผ่านมานานวัน มันก็ทำให้รู้เองว่าใครที่จะอยู่ด้วยกันได้ ... ลองนึกย้อนดูสิ ว่า ใคร? แล้วเพราะอะไร? อย่างไร?

    พอย้อนกลับมาดูตัวเอง เห็นด้วยนะที่คนเราเข้ากันได้ก็เพราะคุยกันรู้เรื่อง เป็นคนที่สามารถพูด/เล่าอะไรกันได้อย่างสนิทใจ เขาคงต้องเป็นคนที่เราสามารถพูดมากได้ มีความคิดไปในแนวทางเดียวกัน หรือทำให้เราได้คิดอะไรแตกต่างแต่กว้างขึ้นจากเดิม ... แต่ในขณะเดียวกันมันก็ต้องมีอารมณ์ที่เราต่างรับได้ในความเงียบและความว่างที่มันไม่ว่างระหว่างกัน ...

    ในชีวิตที่ผ่านมา เรามีคนแบบนั้นหลงเหลือไม่กี่คนหรอก บางคนก็เข้ามาแล้วผ่านไป แต่เราก็ยังดีใจที่เรามี

    ดีใจที่วันนี้เรามีคนที่อยากเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง คนที่ร่วมแบ่งปันบางห้วงเวลา บางเรื่องราว บางความรู้สึก คนที่เราสามารถโทรไปโวยวาย  ร้องไห้ใส่ บ้าบอกรี๊ดกร๊าดใส่ คนที่เขาอยากทำเช่นเดียวกัน  คนที่รับเราได้  ใส่ใจ ห่วงใย และเข้าใจกัน  คนที่รู้จักเรามากกว่าที่เรารู้จักตัวเองเสียอีก  คนที่เราอยากให้เขาอยู่ตรงนั้นด้วยเพื่อร่วมรับรู้ความรู้สึก ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ  หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้พบเจอแต่กลับรอคอยฟังเรื่องราวของเขาเสมอ  คนที่นึกถึงกันไม่ว่าจะห่างไกลหรืออยู่ใกล้  คนที่แค่มองตากันก็รู้ว่าคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่ และสุดท้าย คนที่อยู่กับเราท่ามกลางความเงียบงันโดยที่ไม่รู้สึกอึดอัดต่อกัน ไม่ต้องแสร้งหาเรื่องอะไรมาโต้ตอบกัน ...

    วันนี้ เราและพวกเธออาจไม่ใช่ทุกอย่างที่เอ่ยไป

    แต่เราก็อยากจะขอบคุณที่อย่างน้อยพวกเธอทำให้เรารู้ว่า

    “เพื่อน” ต่างกับ “คนรู้จัก” อย่างไร J

    เบญ

    23. 55 น.

     

    เพศสับสน

    ณ ย่านหนึ่งที่เคยคุ้น

    ใกล้ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๐

    ๐๑.๐๕ น.

    สวัสดีดากานดา,

                ฉันหมายถึงเธอนั่นแหละ ... เพื่อน(สนิท)

              กาลเวลาและเหตุการณ์อาจพาเราให้ไกลจากกัน ห่างหายกันไป หรือบางทีอาจยังเจอะเจอพูดคุย เล่าเรื่องราวสู่กันฟัง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เคยมีที่มากพอสำหรับจะให้ร้อยเรียงทุกอย่างได้อย่างใจเลย

                เพราะกาลเวลาทำให้ฉันคิดถึงเธอ ... แต่กาลเวลาอาจไม่ได้ทำเช่นเดียวกันสำหรับเธอ

                ไม่ว่าเธอจะเบื่อฉันแล้ว รำคาญฉันแล้ว อยากเลิกคบกับฉันแล้ว ... แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกเสียแล้ว

                เพราะเธอต้องใช้กาลเวลาต่อจากนี้ รับฟังและรับรู้แต่ไม่จำเป็นต้องจดจำเรื่องราวของฉันในวันนี้

                จงทำตัวเป็นกระโถนชั้นเลิศที่คอยรองรับสิ่งปฏิกูลจากวันเวลาของฉันเสียเถิด

    ...ดากานดา...

               

     

     

     

     

     

     

    >>รักวุ่นๆ มะรุมมะตุ้มตุ้มเม้ง

                ไม่เอา ๆ  เอาเป็น

    >> รักวุ่น ๆ ของยัยเบญบ้า...

              ก็แล้วกัน

                โฮะ ๆ ๆ อันที่จริงจะเรียกว่าเรื่องรักวุ่น ๆ ก็ไม่ถูก เพราะเรื่องที่จะเล่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันสักเท่าไหร่เล้ยกับความรัก เพียงแต่อยากจั่วหัวให้อู้ฮู้อ่าฮ้าไปงั้นแหละว่าอีเบญบ้าเนี่ยมันจะไปมีรักวุ่น ๆ ได้ไง ในเมื่อลำพังแค่รักตัวเองมันยังจะรักได้ไม่ค่อยรอดเท่าไหร่เลย ...

                เอาเป็นว่าเริ่มเรื่องบ้า ๆ ในความคิดและสติอันไม่สมประกอบของตัวเองกันเลยละกัน

                อันที่จริงวันนี้ก็เป็นวันธรรมดา ๆ อีกหนึ่งวัน  ไม่ได้ไปทำอะไรพิสดาร ไม่ได้เหยียบขี้หมา ไม่ได้ถูกหวย ไม่ได้มีใครมาบอกรัก ไม่ได้มีใครมาตบหน้า ไม่ได้ท้องเสีย ไม่ได้เป็นไข้ทับรดู ฯลฯ แต่ก็มีเหตุการณ์อันเนื่องจากความรู้สึกเกิดขึ้น ..แลว...

                (ขอข้ามเหตุการณ์ตอนเช้า ที่ไปจู๋จี๋ (แปลว่าทำธุระและกินข้าว)กับพ่อ ไปละกันนะ) เรานำพาตัวเองมาแถว ๆ สยาม ด้วยความมั่นใจมากว่าธนาคารที่เห็นเป็นรูปตัวเคสีเขียวที่มีสตาร์บัคซึ่งกำลังจะปลดประจำการอยู่ตรงชั้นล่างนั้นคือ ธนาคารกรุงไทย ก็รีบตรงไปยังจุดหมายโดยด่วนเพื่อไปทำธุรกรรม(เรื่องกรรรมอันเป็นธุระ)บางอย่าง แต่.. แป่ว.. ว๊าย ว๊ายนั่นมันกสิกรไทยนี่หว่า (ได้ข่าวว่าเดินสยามมาตั้งแต่ม.หนึ่ง... ช่วยจำอะไรบ้าง!)  เอาอีกแล้วไง ฉันช่างสามารถหาเรื่องเชื่อมโยงแบบผิดๆ ได้ดีเสียจริง กรุงไทย-กสิกรไทย เมื่อวานก็จำว่าที่ทำงานแม่เพื่อนอยู่คลองเตย / คลองตัน (มีป่าววะ?) ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วอยู่ตลิ่งชัน (เอาคลองกับตลิ่งมาเชื่อมโยงกันเพราะเห็นว่าคลองมีตลิ่ง เลยเอามาจำสับสนๆ กันไปมา)

                เมื่อดิฉันไหวตัวว่าได้กระทำการผิดพลาดโดยสุจริตใจไปแล้วนั้น (แล้วก็จำไม่ได้ว่ากสิกรไทยแถวนั้นมันอยู่ตรงไหน/ มันมีหรือเปล่า) ก็จำต้องหาหลุมหลบแดดที่กำลังแผดเผาตัวเองเสียก่อน อีกทั้งเป็นการฆ่าเวลาก่อนจะถึงเวลาเรียนตอนเย็น ครั้นจะนั่งหรือเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวสยามก็กริ่งเกรงว่าจะไม่เป็นการดีเพราะอาจกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ต่อเศษโลหะสีเงินมันวาวบ้างไม่วาวบ้างในกระเป๋าสตางค์ จึงเห็นว่าที่ที่น่าจะปลอดภัยที่สุดในยามนี้ คือหอ(สมุด)กลางเจ้าเก่า

                ตอนนี้เรามาอยู่ที่หอกลางกันแล้วนะคะ เพื่อน ๆ

                โอ้วแม่เจ้า คนเยอะทีเดียว ทำไมผู้คนใฝ่เรียนกันเยี่ยงนี้ ... ต่างกับฉันเลย ที่ใฝ่มานอนเต็มที่

              นอนไปนอนมานอนไม่ค่อยหลับ ไอ้เด็กแถวนั้นคุยกันเสียงดัง เลยลงมาเล่นคอม

                และแล้วบุพเพก็นำฉันมาพบกับเขาที่นี่อีกครั้ง

                เขาชื่อจั๊ก ผู้ซึ่งยัยเบญบ้าผู้นี้แอบกรี๊ดอยู่ในใจมาไม่นานเท่าไหร่ (ปีกว่าและ) เรียกได้ว่าเป็น “จี๊ดใจ” ของฉันเลยก็ว่าได้ พักหลังตั้งแต่ช่วงประท้วงมาก็เจอบ่อย ๆ เขาก็มาที่คณะฯ (อักษร) บ่อย ก็ได้แต่นั่งมองโฉบไปโฉบมานั่นแหละ  ช่วงหลังๆ ตอนใกล้สอบที่เขามาที่ห้องสมุดคณะ เราก็เริ่มกริ่งเกรงเพราะรังสีความจริงจังในชีวิตเขามันแผ่ออกมาเยอะไปหน่อย แต่อย่างไรก็ดีเราก็ยังทดเขาไว้ในใจอยู่   พอมาวันนี้ ชีวิตเริ่มไปกันใหญ่ อะไรทำให้เขาเป็นไป ตอนที่เดินเจอก็ใจตึกตักๆ ไปตามประสาคนที่ตื๊ด ๆ (อยู่ฝ่ายเดียว) แต่ความรู้สึกที่ตามมาคือ ตกใจ  *o* แบบ ตกลงนายจะเพื่อชีวิตไปไหนเนี่ย คือนึกออกปะว่าเขาก็มีอันจะกิน แต่แบบว่าเริ่มไปแล้ว ไว้เคราแบบเด็กแนวไหนสักแนว แล้วหัวเหอก็ออกแนวธรรมชาติรุงรังกันไป แบบสื่อถึงความหัวเอียงซ้ายของเขาตามคำร่ำลือที่ได้ยินมาจริง ๆ ... เฮ่อ จั๊กกี้จัง ... อย่างไรก็ดีฉันก็ยังแอบ ๆ เหล่เขาเกือบตลอดการยืนคุยโทรศัพท์อันยาวนานนั้น

    … … … … … … … … … … …

                ไม่นาน หรือนานแต่ไม่รู้ตัวก็ไม่รู้ ก็สมควรแก่เวลาที่จะมาสิงสู่ที่คณะ(ใหม่)ได้แล้ว (อ่อ ก่อนหน้านั้นแวะไปซื้อปกที่ศูนย์หนังสือ สักพักก็คุยกับโบว์และพี่ภาสที่พี่โบแนะนำมา เรื่องงานเออีหนังสือคอม) วันนี้มาเร็วผิดปกติตัวเอง เลยเก้อ ๆ คนยังมาน้อยอยู่ ก็นั่งกินข้าว(คือที่นี่เขามีอาหารให้กินก่อนเข้าเรียนน่ะ)กับพี่ ๆ แถวนั้น ไปจนข้าวหมด (ไม่ค่อยอร่อย แต่กินหมดเพราะคุณแม่ขอร้องนะเนี่ย ..กลัวลูกหิวโซกลับบ้าน ... แต่สุดท้ายกลับบ้านก็กินอีกอยู่ดี :p) พอกินเสร็จบรรดาขาเมาท์ยังไม่มากัน ฉันเลยหลบไปห้องคอม ตั้งใจว่าจะหาไรทำฆ่าเวลาเหมือนเคย กะจะเล่นเกมแต่งตัวตุ๊กตา (ขณะนี้ดิฉันอายุ 21 ขวบครึ่งเองค่ะ) แต่พลันคิดได้ว่าคอมมันช้ามากก็คงจะไม่ได้เล่นกันพอดี เลยออนเอ็มก็ได้เจอคนในบ้านรับน้อง สื่อสาร(ขอไม่ใช้คำว่าคุยนะ เพราะมันไม่ใช่ คุย น่ะ)สนุกสนานกันไปพอสมควรก็ออกมา รุ่นพี่รุ่นที่แล้วมายืนรอหน้าห้องเรียนเพื่อให้พวกเราลงชื่อว่าจะต้องใส่เสื้อสำหรับวันรับน้องไซด์อะไร เราลังเลกับการเลือกขนาด (หุ่นดีเกินก็เงี้ย)  และลงชื่อไป  สักพัก...

    อาจารย์เข้าสอนพอดี เป็นคนละคนกับเมื่อวาน และวันโน้นโน้น

    วันนี้เรียนเรื่อง emotion หรืออารมณ์ แต่อาจารย์ช่างใช้น้ำเสียงไร้อารมณ์ชวนให้สลบสไลเสียจริง แถมยังแอบมีพูดบั่นทอนจิตใจอีกว่าเรียนจบยาก ไม่ค่อยมีใครจบตามกำหนด หรือไม่ก็ไม่จบ อะเอาเข้าไป ... เบญญาลักษณ์ จึงหันหลังให้กับการเรียนในคาบนั้น ตามวิสัย :p แล้วมาทำกิจกรรมอันน่าสนุกกว่า คือการแหย่คนรอบข้างไปเรื่อย ๆ แซวพี่คนโน้นเสร็จก็หันมาแซวอีกคน แซวไปแซวมาก็หันมากัดกับพี่ตัวกลมข้าง ๆ ... ค่อยไม่น่าเบื่อหน่อย

    พี่ตัวกลมที่นั่งข้าง ๆ

    พี่ตัวกลมคนข้าง ๆ

    อย่าเพิ่งเข้าใจไปนะว่าเราสนิทสนมกับชาวบ้านได้เร็วอะไรขนาดนั้น ทั้งที่เด็กสุดแถมยังงง ๆ กับชีวิตอยู่  จริง ๆ ก็มีไม่กี่คนหรอกที่คุยเล่นได้ ส่วนใหญ่กับคนอื่นหลายคนเราก็ยังสำรวมอยู่

    พี่ตัวกลมที่นั่งข้าง ๆ

    อ่อ นอกจากจะแหย่ชาวบ้าน และก็เมาท์กับพี่คนข้าง ๆ แล้ว วันนี้ฉันได้ปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ (มั้ย) ด้วย เพราะว่าเราจะต้องเลือกหัวหน้าห้องกันแล้วแต่ยังไม่มีใครลุกขึ้นมาเรียกให้คนโหวตกันเลย พี่คนข้าง ๆ เลยคิดแล้วให้ฉันช่วยเขียนสารส่งไปให้เพื่อน ๆ ทุกคนโหวต ก็นั่งเขียน ๆ คิด ๆ กันอยู่สองคนแล้วจึงส่งกระดาษไปให้โหวต และภารกิจก็สำเร็จ พอหมดคาบก็เลือกหัวหน้าห้องได้โดยที่ทุกคนไม่ต้องเสียเวลาอยู่ดึกหลังเลิกเรียนมานั่งโหวตกัน ส่วนหนึ่งของความสำเร็จต้องยกความดีความชอบให้พี่คนนั้นและตัวเราที่เสียสละความตั้งใจเรียนมาทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม  โฮะ ๆ ๆ

    พี่ตัวกลมคนข้าง ๆ         เขาเป็นใคร ?

                เขาก็เป็นรุ่นพี่ที่จบจากรั้วจามจุรีเมื่อหลายปีก่อนนี้แหละ (แก่กว่าเรา 5 ขวบ) เราไม่ได้นั่งข้างกันตั้งแต่แรก เท่าที่จำได้ วันหรือสองวันแรกเขานั่งหลังเรา แต่พอหลังจากนั้นเราก็มานั่งข้างกันโดยมีเขานั่งในสุดตลอด ก็รู้สึกคุ้นเคยกันเร็วมาก เรายังคุยกับปุ้มเลยว่าสงสัยเราต้องถูกชะตากับคนลักษณะอ้วนกลมคล้าย ๆ กันตลอดแน่เลย (จริง ๆ มันเป็นหลักจิตวิทยาแฝงอยู่หน่อยนึงตรงที่ว่า คนเราจะรู้สึกเข้ากันง่ายหรือดึงดูดกับคนลักษณะแบบเดียวกัน ...คนเรามีstereotype ในการแบ่งกลุ่มของคนแต่ละคน และมีการgrouping ตามลักษณะต่าง ๆ ...พอเหอะ พูดแล้วยาวเกิ้น) เห็นเขาแล้วนึกถึงพี่คนที่เคยสนิท แต่ตอนนี้เลิก(สนิท)ไปและ:P เขาเฮฮาดี เลยเข้ากับคนง่าย อีกอย่างพูดตรงดี ก็เลยรู้สึกปลอดภัยที่อยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรมากมายเหมือนเพื่อนดั้งเดิมหรอกนะ

    แล้ว  พี่ตัวกลมที่นั่งข้าง ๆ  มีบทบาทสำคัญอย่างไรในบทรำพันพร่ำบ่นอันยืดยาวนี้ ?

                ก็เพราะว่ามีเรื่องคาดไม่ถึงที่ทำให้ฉันรู้สึกมึนกับความไม่รู้ของตนเอง

                หลังจากเรียนด้วยกันมาประมาณสามสัปดาห์ (เจอกันทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์) ฉันก็เริ่มคุ้นเคย และอบอุ่นที่มีคุณพี่คนนี้มานั่งอยู่ข้าง ๆ คอยเป็นเพื่อนอู้เรียน แต่แล้ว ชะรอยกรรมทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย ทำไมเค้าดีจังเลยวะ (คือ มันต่างกับพี่อีกประเภทที่ใจดี ซื้อของของฝาก นะ) ... ไม่ใช่สิ ไม่ใช่คำว่าดี แบบเหมือน งง ๆ แบบ... สยึมกึ๋ย มากกว่า (แต่ก็ดีใจนะที่มีคนคุยกันได้อยู่ใกล้ ๆ ไม่งั้นคงหงอยแย่)

                ความสัมพันธ์ในชั้นเรียนก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น เป็นปกติสุขดี แต่พอหลายวันเข้า เริ่มรู้สึกจึ้ก ๆ ว่าพี่คนนี้ทำไมฉันรู้สึกว่าต่างจากพี่ผู้หญิงคนอื่น ๆ (คือโอเคว่าลักษณะนิสัย ท่าทาง รูปร่างอะไรมันต่างอยู่แล้วหละ แต่นี่มันมีอะไรลึก ๆ มากกว่านั้น) แต่ก็ไม่รู้ว่าต่างอย่างไร หรือมันคืออะไรกันแน่สักที

                จนกระทั่งเมื่อวาน(๑๙) สิ่งที่ซ่อนเร้นในความรู้สึกฉันก็เริ่มกระจ่างขึ้น จนทำให้ฉันอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้มันรู้แล้วรู้รอดไป รู้สึกชากับความไม่รู้ของตัวเองน่ะ

                ก็เมื่อวานน่ะสิ คุยไปคุยมา จะออกจากห้องอยู่แล้ว พูดเรื่องไรไม่รู้ จู่ ๆ ก็เข้ามาเรื่องบันไดแดงที่อักษร พี่เขาก็เล่าอย่างสนุกสนานว่าเขาเคยตกบันไดแดงและได้แฟนอักษรจริง ๆ (ตอนนั้นเบญญาลักษณ์ก็ยังไม่ได้เฉลียวใจ สงสัยอะไรแม้แต่น้อย) ฉันก็ถามมาตามประสาบทสนทนามันพาไป “ได้แฟนเป็นผู้ชายอักษรอะนะ” ฉันถามทีเล่นทีจริง (คิดในใจว่าโอ้โห เก่งเว้ย สามารถหาชายแท้ในอักษรมาครองได้) แต่แล้วพี่เขาก็กลั้วหัวเราะแล้วก็บอก “จะบ้าเหรอ” แล้วต่อด้วย “ได้ผู้ชายอักษรก็ตุ๊ดดิวะ” (เออ ก็น่านน่ะสิ...แต่ก็ไม่เสมอไปนะยะ ชายแท้ก็มีถมเถ แต่อาจมีโลกส่วนตัว/มีความเป็นตัวเองสูงไปนิดส์) แล้วเขาก็เงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบว่า “ผู้หญิง แฟนพี่เป็นผู้หญิง” (คาดว่าน่าจะสวยด้วย เพราะถ้าย้อนไปถึงช่วงแรก ๆ ที่เจอพี่เขาก็ถามถึงเด็กอักษรสวย ๆ อะไรแบบนี้)  ... เหิ้ม ...เอิ่ม  ฉันชาไปประมาณแศษสามส่วนสี่วินาที แล้วก็แสดงออกมาตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น ด้วยการหัวเราะ และก็พูดอะไรไปอีกเล็กน้อยก็ไม่รู้  หารู้ไม่ว่า ในใจฉันกระสับกระส่ายแทบเป็นบ้าอยู่แล้ว ถามตัวเองผสมความงงตลอดทางว่า “เฮ้ย จริงเหรอ ทำไมไม่รู้สึกวะ เฮ้ย อะไรเนี่ย งงเว้ย ฉันพลาดได้ไง ทำไมมองไม่ออก ... ก็นึกว่าเป็นแบบห้าว ๆ ลุย ๆ เฉย ๆ – พี่ที่เคยสนิทก็ลักษณะคล้ายแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็น ...นี่หน่า เฮ้ย นี่มันยังไง อะไร งง” เบลอไปเลย

                พี่เขาพูดจาก็เหมือนผู้หญิงปกติทั่วไป (หมายถึงสำนงสำเนียงน่ะ) ก็ไม่ได้แสดงออกให้รู้ชัดเจน ประมาณ “สวัสดีฮะ” หรืออะไรทำนองนี้ ทอมที่เคยรู้จักก็จะเห็นเลยว่าเป็น อีกอย่างพี่เขาก็ขี้เมาท์ขี้นินทา ชวนขำโน่นขำนี่ ดูไม่เหมือนเลย นอกจากการแต่งกายและจาตุคามรามเทพองค์โตที่ห้อยไว้ที่คอเท่านั้น แต่ฉันก็คิดมาตลอดว่าอาจเป็นเพราะรูปร่างและรสนิยมมั้งที่ทำให้เขาแต่งตัวแบบแมน ๆ อย่างนั้น แค่นั้นเอง

                เฮ้อ แต่ฉันก็นิสัยไม่ดีอะ พอรู้ก็สร้างกรอบการแบ่งแยก (discrimination) ขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยอะ เหมือนแอบกลัว ๆ วิตกจริตจนโทรหาเพื่อนสนิทเล่าเรื่องให้ฟัง วิเคราะห์ไปวิเคราะห์มาก็จะพาเข้าสู่เรื่องในแง่นั้นไป แต่ก็ได้ข้อสรุปนะว่าฉันรอดอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว (ไม่ว่าจะของทอม ของเกย์ ไบ เลสเบี้ยน หรือแม้กระทั่งชายแท้) เพียงแต่ว่า ก็แอบรู้สึก สยึ๋มกึ๋ย ขึ้นมาไง จากแต่ก่อนที่เขาพูดไรมาก็ไม่คิดว่าจะแฝงนัยยะอะไร แต่พอรู้ความจริงก็เริ่มนึกย้อนอดีตแล้วก็คิดเพ้อเจ้อตีความไปต่าง ๆ นานา แล้วก็เริ่มจำความและตระหนักได้ว่า เออ น่าจะเฉลียวใจก่อนนะ เพราะถึงแม้น้ำเสียงและลักษณะเขาไม่เหมือนทอม แต่วิธีการพูดมันก็ขื้อ ๆ กัน อย่างทอมที่เคยเจอมาก็จะชอบพูดจาหวาน ๆ หยอด ๆ จ๊ะจ๋าใส่ ถึงพี่คนนี้จะไม่ได้จ๊ะจ๋าใส่ แต่ลักษณะการพูดทำให้รู้สึกสยึมกึ๋ยขนลุกได้เลย ถึงขนาดว่าวันก่อนโน้นเราทะแม่ง ๆ ยังคุยติดตลกกับเพื่อนอยู่เลยว่า “แก ฉันไม่รู้พี่เขาจะเอ็นดูอะไร ฉันนักหนา อยู่ดี ๆ มาบอกเป็นห่วง แกคบฉันมาเป็นสิบปี ยังไม่เคยพูดเลย” แต่เราก็ปล่อยให้กลิ่นทะแม่ง ๆ นั้นหายไป เพราะคิดว่าคนเราก็คงมีสไตล์และก็การแสดงความรู้สึกแตกต่างกันไป กลับรู้สึกสบายใจดีที่ถึงแม้ยังไม่คุ้นชินกับสถานะใหม่ทางการศึกษาแต่ก็ได้เพื่อนรุ่นพี่แสดงความห่วงใยเรา ดีจัง J

                เอาหละ มาถึงตอนนี้ฉันก็หายสยึมกึ๋ยไปแล้วหละ ก็รับความจริงและความโง่ของตัวเองในข้อนี้ได้แล้ว คงต้องพยายามมองข้ามรสนิยมเรื่องเพศไป ดูที่คุณความดีและสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อฉันก็แล้วกัน ฉันถือว่าฉันรู้สึกสบายใจดีที่ได้รู้จักและเจอพี่เขา แค่นั้นก็พอสำหรับที่จะทำให้ฉันมองข้ามเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้น

                พอทำใจได้ก็มาเล่าถึงความน่ารักกุ๊กกิ๊กของพี่เขากันสักหน่อย เผื่อให้ใครต่อใครเอาไปพิจารณาต่อไปเวลาเจอคนที่ตัวเองไม่แน่ใจ เอาเท่าที่จำได้นะ ...

                ก็พอได้นั่งใกล้กันสักวันสองวันมั้ง วันหนึ่งพี่เขามาสาย เขาโทรมาหาพี่อีกคนหนึ่ง พี่คนนั้นก็มาบอกเราว่า “น้องเบญ ๆ พี่ xxx จะมาสาย บอกให้น้องเบญจองที่ให้ด้วย จะนั่งใกล้น้องเบญ” (อันนี้ไม่แปลกไร คิดว่าเขาเอ็นดูที่เราเป็นเด็กแล้วก็คุยกันได้ด้วยดี แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีใครซีเรียสเรื่องที่นั่งขนาดนั้น เพราะยังไม่ได้รู้จักกันมาก นั่งตรงไหนก็เหมือนกัน แล้วอีกอย่างโทรหาเพื่อนแล้วมาฝากฉันจองทำม้าย) อะอันนั้นผ่านไป ก็มาอีกครั้งหนึ่งที่จำได้คือ วันนั้นไปสายหรือไงเนี่ย เขาก็พูดไรเรื่อยเปื่อยแล้วจู่ ๆ ก็พูดอย่างเป็นธรรมชาติปกติมาก “ไปไหนมาเนี่ย คิดถึงนะเนี่ย ๆ” เหมือนพูดเล่น ๆ เราก็หัวเราะแล้วตอบอะไรกลับไปเล่น ๆ ก็จำไม่ได้ อันนั้นก็ผ่านไปหนึ่งวัน หลังจากนั้นก็จะมีถามว่ากลับไง หรือว่าพอเล่าว่าไปโน่นไปนี่มา ก็จะถามว่าไปกับใคร แฟนเหรอ (แหม คงมีหรอกค่ะคุณขา) แล้วก็มีอารมณ์งอนแบบงง ๆ ใส่ เช่น วันอังคารที่ผ่านมานี้แหละมั้ง ไปสาย พี่เขาก็เลยพูดประมาณว่า “มาสายไม่เห็นบอกเลย ไม่รู้ว่าจะมารึเปล่า กลัวจองที่ไว้เก้อ โทรไปก็ไม่ยอมรับ” ตอนนั้นก็แอบงงว่าทำไมต้องซีเรียสขนาดนี้ด้วยอะ แต่ก็คิดว่าเออเขาก็ปรารถนาดีดีนะ  พอวันพุธที่ผ่านมาไปนัดบ้าน ก็ไปเรียนสายอีก แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร เพื่อนอีกคนก็มานั่งที่ฉัน เขาและทุกคนตรงนั้นก็ทักเราตามปกติ ก็ไม่มีไรเป็นพิเศษ แล้วช่วงไหนไม่รู้ไม่ทันรู้ตัว พี่เขาก็พูดคล้ายเมื่อวาน ว่า “มาสายก็ไม่รู้ว่าเป็นไรรึเปล่า ไม่เห็นโทรมาบอก เป็นห่วงนะเนี่ย” (เอิ่ม เบญญาลักษณ์ เริ่มงงแล้ว อะไรเนี่ย มาสายแค่นี้ ไม่เป็นไรมากหรอกมั้ง) แล้วคืนนั้นเลยค่ะคุณขา อิฉันฝันเป็นตุเป็นตะและน่าสะพรึงกลัว พี่เขาเข้ามาเป็นตัวเอกในความฝัน จนมาถึงตอนจบของความฝันเป็นพี่เขาโดนฆาตกรรม จำได้ว่าสุดท้ายพี่เขาโดนชำแหละ (ตื่นมางงตัวเอง ทำไมฝันอะไรเกี่ยวกับพี่เขาโหดจังวะ) 

    ๐๔.๐๕ น.

    ๑๐.๐๒ น. ตื่นมาดูละครเกาหลี ... จะเศร้าไปไหนก็ไม่รู้

                เอาหละเล่าต่อนะ พอหลังจากนั้นก็เป็นเมื่อวานนี้ คือ หลังจากฉันพอจะทำใจเรื่องที่เพิ่งรู้มา ฉันก็ทำตัวตามปกติสุด ๆ มิหนำซ้ำคุยเล่นมากขึ้นด้วยซ้ำ ก็อย่างที่ว่าเมื่อวานไม่ค่อยได้เรียน ก็นั่ง ๆ ทำโน่นทำนี่ไป มีตอนหนึ่งอาจารย์เขาให้ยกตัวอย่างอะไรสักอย่าง ไอ้พี่คนนี้เขาก็คิดตัวอย่างอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าบอกจารย์ฉันเลยถามว่าคิดว่าไร เขาเลยบอกว่าก็มีเรื่องหนึ่งที่คนหนึ่งดีใจ คนหนึ่งเสียใจเวลาบอกเลิกกัน (เออดีแล้วที่ไม่แสดงความคิดเห็นไป เสี่ยว+ส่วนตัวไปนิด) หลังจากนั้นฉันก็เริ่มหันมาแหย่ ๆ ถาม ๆ เรื่องนี้กับพี่เขาตลอด ถามให้อายไปข้างหนึ่งเลย เขาก็ตรง ๆ ดี เล่าโน่นนี่ แล้วก็คุยไรอีกไม่รู้จำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ว่ามีอยู่ตอนหนึ่งที่อาจารย์พูดเรื่องทำงานกลุ่ม พี่เขาก็หันมาเยินยอฉันว่า “ฉันว่าเธอน่าจะไม่มีปัญหาเรื่องหากลุ่มนะ ดูเป็นคนรับผิดชอบ” ฉันก็บอก “เหอะ ไม่น่ะ เราขี้เกียจออก” แล้วก็พูดอะไรกันต่ออีกไม่รู้อีกสองสามประโยคในประเด็นเดิม แล้วจู่ ๆ เขาก็ใช้ logic แปลก ๆ ทำเอาเรางง ๆ ว่ามันเป็นเหตุเป็นผลอะไรยังไงเนี่ย ก็อยู่ ๆ เขาก็บอก “แต่ฉันกับเธอคงไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันหรอกนะ เพราะถึงฉันจะเอาเธอ เธอก็คงไม่เอาฉันหรอก” ฉันเลยหันไปมองหน้าพี่เขาเหมือนพยายามค้นหาคำตอบว่าอารมณ์ไหนเนี่ย ต้องการให้ตอบว่าอะไรเนี่ย ตามไม่ทัน ... แต่ ก็ช่างมันเหอะ  นอกจากนี้ยังมีความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือฉันและเพื่อนคนอื่นอย่างดีมาก อย่างเช่น วันนี้ฉันไปทำหน้าตากังวลใจใส่เขาว่าอยากเปลี่ยนไซด์เสื้อที่ติ๊กไปแล้ว แต่ใบที่ให้ลงชื่อมันหายไปไหนแล้วไม่รู้ พอท้ายคาบเขาก็ไปตามหาให้แล้วก็มาเรียกฉันถึงในห้องน้ำให้ไปเซ็นต์ สำหรับเรื่องของคนอื่น ๆ เขาก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน เท่าที่เห็นมาอะนะ

    (เอาเป็นว่าก็คงพอจะรู้กันคร่าว ๆ แล้วหละเนาะว่าเบี้ยน/ทอม เขาจะมีไสตล์การพูดแบบแหวกแนวอะไรประมาณนี้ และการปฏิบัติตัวที่ดูห่วงใยเป็นพิเศษ (...  เอ๊ะ  หรือว่ามันเป็นที่ตัวบุคคลหว่า?) ที่ฉันซึ่งอยู่แต่ในกลุ่มหญิงล้วน พบเจอผู้ชายบ้างประปราย และห่างหายจากวงเบี้ยนมาตลอดสี่ปี ไม่ค่อยคุ้นเคย)

                มาตอนนี้ ฉันเริ่มคุ้น ๆ กับผู้คนกับเรื่องที่ได้รู้ แล้วก็คิดได้ว่า อันที่จริงไม่ว่าเพศไหนมันก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาทำอะไร และคิดอย่างไรต่อตนเองและผู้อื่น ถ้ามันไม่ได้เดือดร้อนใครก็ไม่เป็นอะไรอยู่แล้วหนิเนาะ

                มานึก ๆ ดูแล้วที่ตอนแรกฉันรู้สึกอึดอัดและสับสน มันคงเป็นเพราะความอึ้งกับการปรับตัวที่ไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไรมากกว่า (แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเราก็เป็นเราอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ น่ะแหละ) ตกใจที่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว คิด ๆ ไปก็ไปเชื่อมคนกับเหตุการณ์ในรอยอดีตที่เคยเจอมา เพื่อนและพี่ค่ายที่ฉันรู้สึกรักและสบายใจมาก ๆ เวลาอยู่ด้วย เขาก็ไม่ได้จัดอยู่ในเพศที่ถูกจำกัดความไว้ในพจนานุกรมทั่วไปหรือแม้แต่สารบบการยอมรับของสังคม ถึงพวกเขาจะไม่ใช่...แท้แต่เขาก็เป็นคนแท้และเพื่อนดีในใจฉันเสมอ

                คนหนึ่งเขาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและเชื่อมั่นทุกครั้งที่โหยหากำลังใจและความมั่นใจ เขาเป็นคนที่ฉันรู้สึกดี แกล้งฉันแต่หวังดีต่อฉันเสมอ เขาเป็นคนที่เมื่อแรกเจอทำแมนใส่ แต่ต่อมาฉันก็รู้และเข้าใจในตัวเขา แล้วก็สบายใจที่เขาได้เข้ามาเป็นเพื่อนฉัน

                อีกคนเป็นพี่ชายที่แสนดี คอยด่าคอยเตือนคอยแนะนำคอยห่วงใยตลอด คือเข้าใจปะ เขาไม่ได้ทำให้ฉันซึ้งด้วยคำพูดใด ๆ แต่การกระทำนั้นลึกซึ้งในความรู้สึกเกินคำบรรยาย พวกเราทำกิจกรรมมาด้วยกัน ล้ม ๆ ลุก ๆ ช่วยกันแก้ปัญหามาด้วยกัน แม้แต่เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตก็แบ่งปันกัน ...วันหนึ่งในคืนบายเนียร์ค่ายฉันผู้ซึ่งเป็นเฮดสันฯที่ทำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ แต่ก็ได้รับความเมตตา ช่วยเหลือ (และด่าทอแบบขำขัน)จากพี่คนนี้มาตลอด ฉันอดไม่ไหวที่จะบอกพี่เขาด้วยน้ำตาว่า “ถ้าไม่ใช่ผู้ชายจะขอกอดแล้วนะเนี่ย ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริง ๆ” ... ต่อมาไม่นานฉันก็ได้รู้ความจริงว่าพี่เขาไม่ใช่ ... ไบเซ็กชวล เป็นอีกนิยามหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับตัวเขา ... ในตอนแรกฉันก็อึ้ง ๆ เหมือนที่ได้รู้เรื่องที่พี่คนนั้นเป็นเลสฯ น่ะแหละ ก็เขาดูไม่ออกเลยจริง ๆ นี่หน่า ก็เห็นว่าทำตัวซกมกเหมือนผู้ชายทั่วไป ไม่มีวี่แววสำอางหรืออะไรที่บ่งบอกเลยนิหน่า

    แต่พอตั้งสติตรึกตรองให้ดี ฉันก็รู้สึกว่า พวกเขาเป็นอย่างนี้ แล้วไง? มันไม่ได้ทำให้ความเป็นคน(น่ารัก)ของพวกเขาลดน้อยลงเลย มันเป็นแค่ค่านิยมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมตีกรอบให้เราไม่คุ้นชินกับพวกเขาเท่านั้น แต่ถ้ามองลึก ๆ แล้วทั้งความสามารถ ความรู้ และความใฝ่ในการกระทำดี เขาก็มีได้ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นทั่วไปในสังคมเลย เพราะฉะนั้น จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังรู้สึกดี ยังรักในความเป็นพวกเขา ยังเคารพในความคิดและการกระทำดีของพวกเขา พวกเราก็ยังเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน ...

    มันไม่สำคัญ ว่าเขาเป็นอะไร (ในการตีความของคนอื่น) มันอยู่ที่ว่าเขาทำอะไร และทำมันอย่างดีที่สุดหรือเปล่า มากกว่า

    สิ่งสำคัญระหว่างความสัมพันธ์มันอยู่ตรงที่ว่าเราได้แบ่งปันอะไรต่อกัน และได้เรียนรู้อะไรจากกัน สิ่งเหล่านั้นมันมีค่าเกินกว่าที่จะให้บางอย่างมาจำกัดกรอบในความคิดและความรู้สึกจนทำให้เส้นห่างระหว่างความสัมพันธ์มันไกลขึ้น

    เพราะความรู้สึกดี ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เราเจอในทุกวัน แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วมันก็น่าจะรักษาให้อยู่ไปนาน ๆ ... ไม่ใช่เหรอ

    ดังนั้น

    ฉันในวันนี้ จึงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองและตั้งข้อสรุปให้กับแนวทางของตัวเองว่า ในเมื่อเรายังมีความรัก ความปรารถนาดี และความเข้าใจให้แก่กัน คอยเติมแต่งวันดี ๆ ร่วมกัน มันก็เป็นความสุข ไม่สำคัญแล้วว่าเขาคนนั้นเป็น “เพศ” อะไร เพราะบางทีเพศก็เป็นแค่สิ่งที่คนเราสร้างขึ้นมาเพื่อให้แยกแยะลักษณะของแต่ละคนง่ายขึ้น ... แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเป็นคนมันไม่ได้แยกกันได้ง่าย ๆ สักหน่อย การได้รู้จักใครสักคน Individuality หรือความเป็นตัวเองของแต่ละคนมันลึกซึ้งในมุมมองมากกว่าเปลือกนอกที่ถูกจำกัดโดยสังคม

    จากความแตกต่าง หลากหลายที่ได้พบเจอ ทำให้ฉันต้องเปิดตาและใจให้กว้างขึ้น ให้ยอมรับกับความเป็นไปอย่างเข้าใจ และปรับตัว แล้วชีวิตก็จะได้เป็นสุข ความสบายใจก็ตามมา

    ต้องรู้จักเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน ลองเปิดใจให้กว้างแล้วคุณจะมองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะมองมาก่อน ...

    พอมาถึงตรงนี้ เรื่องทั้งหมดในหนึ่งวันของฉัน มันกลายเป็น “เรื่องเฟื่อง ๆ ของคนฟุ้ง ๆ” คนหนึ่งที่ยังอาศัยอยู่บนดาวดวงเล็ก ๆ ใบนี้เท่านั้น

    ขอขอบคุณ คุณคนที่อดทนอดกลั้นอ่านมาถึงตรงนี้ ขอบคุณคนหลายแบบที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและทำให้เห็นโลกใบนี้กว้างขึ้นทีละนิด ๆ

    ขอให้ทุกคนมีความสุขและโชคดีในการอยู่ร่วมกัน และอย่าลืมว่า ความรัก อยู่รอบกายคุณ และมันมักมาในหลายรูปแบบ ในหลายความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่กับลูก ๆ  พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน คู่รัก หรือแม้แต่กับคนไม่รู้จักกัน ขอให้ปรับตัวและอยู่กับความรัก ความผูกพันที่เกิดขึ้น และสนุกกับชีวิตกันถ้วนหน้า J  

    Love actually is all around you!

    เบญ ณ วันนี้

    เสาร์ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๐

    ๑๑.๑๕ น.

    ปล. ขอบคุณโบว์และพี่หมิงที่เมื่อวานมารองรับความปั่นป่วนของฉัน ในเอ็มเอสเอ็น

    --ก็เมื่อวานมันอึ้ง ๆ  สะท้านเล็กน้อย (เหมือนแอบถูกคุกคามทางความรู้สึก)

    และก็แปลกใจตัวเองที่ทำไมไม่รู้สึก อี๊แหวะ เขา

    แต่แค่ทำตัวไม่ถูก(เกร็ง ๆ) แล้วก็เซ็งในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวเองเท่านั้น

    ขอบคุณที่ช่วยขบขันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น J

    ปล. 2  

    The book is more than its cover.

    คนก็เหมือนหนังสือ แค่ปก/ เปลือก บอกอะไรไม่ได้ทั้งหมดหรอก

     

    จุ๊บ ๆ

     

     

    11 January

    C'est superb.

     

    เมื่อสาม-สี่วันก่อน ขณะทำ paper วิชา Dev Dram ได้อ่านเจอข้อความบางอย่างน่าสนใจ

    เป็นบางสิ่งในหลายสิ่งที่เกี่ยวกับ "ชีวิต" จริง

     

    Backett said that “Friendship is a function of cowardice.”

    While, Proust mentioned that “Friendship somewhere between fatigue and ennui.”

    … yet there is also a realization that friendship is based on the need to give and receive pity.

     

    (‘Waiting for Godot’ and ‘Endgame’/

    Michael Worton page 72)

     

    “Throughout our lives we always wait for something, and Godot simply represents the objective of our waiting—an event, a thing, a person, death …”

    - - -

    “… Yesterday is not a milestone that has been passed, but a daystone on the beaten track of the years, and irremeably part of us, heavy and dangerous.  We are not merely wearier because of yesterday, we are other, no longer what we were before the calamity of yesterday.”

    - - -

    “The flow of time confronts us with the basic problem of being—the problem of the nature of the self…”

    (The Theatre of the Absurd,

    Samuel Beckectt: The Search for the Self)

    Page 50-51

     

     

    มาถึงตอนนี้ กาลเวลาและเรื่องราวต่าง ๆ ทำให้ฉันได้เรียนรู้ ว่า เราไม่ควรยึดติดกับความสัมพันธ์ใด ๆ ... ไม่เคยมีอะไรแน่นอน ไม่แม้แต่ความรู้สึก และความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ... บางสิ่งเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกินกว่าเราจะตั้งตัวรับได้ทัน ... แต่ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ก็คงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเป็นสุขที่สุด ความรู้สึกเสียใจ หรือความทุกข์มันไม่ได้ขว้างทิ้งออกไปได้ง่าย ๆ ก็จริง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บมันไว้กับตัวตลอดไป หรือกดมันไว้ภายในใจจนเป็นแผลลึกยิ่งขึ้น อย่าไปยึดติดกับคน ความรู้สึก เหตุการณ์ เรื่องราว หรือสิ่งของใด ๆ ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง ๆ สักอย่าง แม้แต่ตัวเรา แล้วจะนับประสาอะไรกับ ความสัมพันธ์ ความผูกพัน ที่เคยเป็นความสุขใจในชีวิต คนที่เคยรักและใส่ใจกันมากมาย...

              มันก็เพียงวัฏจักรหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ (ซ้ำ ๆ) จวบจนชีวิตจะดับสูญ

              ขอเพียงยอมรับ และยืนหยัด ... อยู่ให้ได้ ท่ามกลาง หลายสิ่งที่แปรเปลี่ยน

              แล้วใจ คงจะ สบายขึ้น

     

     

     

     (ยังรักเพื่อนเช่นเธออยู่ แต่เปลี่ยนไปตามสภาวะและหัวใจในต่างเวลา ด้วยความเข้าใจที่มากขึ้น

    Merci beaucoup (for this lesson).

    ^_^

    Chubby Happy Ben

    9.45 p.m.  11 January 2007

    29 December

    Do you believe in DESTINY?

    Do you believe in destiny?

     

    คุณเชื่อในพรหมลิขิตไหม?

     

    อะไรทำให้ฉันได้เจอเขาในวันนั้น  ... ที่โรงเรียนสอนคนตาบอด

    แล้วทำไมถึงรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกว่าเหมือนเราเคยเจอหรือรู้จักกันมาก่อน... พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ว่าเจอที่ไหน เมื่อไหร่?  (deja vue)           

    อะไรทำให้เขามานั่งข้างเราบนรถเมล์?

                อะไรที่ทำให้ได้เจอกันอีกที่รัดสาดแฟร์ แล้วเพื่อนฉันรู้จักกับเขา?

                แล้วต่อมา ก็ดูเหมือนเรื่องของเขาจะเข้ามาอยู่ในวงโคจรไม่ไกลตัวเรา ... หรือบางทีก็เป็นเราที่กระเสือกกระสนจะเข้าไปอยู่ในวงโคจรของเขา  และอยากเป็นกำลังใจให้เขา

                และอะไรทำให้ฉันบังเอิญมาเจอเขาในห้องสมุดคณะ เมื่อวานนี้ ? .. แล้วทำไมใจต้องเต้นตึกตัก...

                อะไรที่นำพาให้คนสองคนมาพบกัน กันแน่ ... ความบังเอิญ , พรหมลิขิต , ความจงใจ หรือ เพียงแค่คิดไปเอง ??? ....

                บางทีเขาก็แค่คนที่ฉันไม่รู้จักแต่อยากรู้จัก  แต่บางที เขาก็อยู่เหนือการควบคุมของความรู้สึก

                ... นี่มันอะไรกันแน่นะ? ...

               

                ตอนนี้ฉันเริ่มจะเชื่อแล้วว่า พรหมลิขิต อาจมีจริง  ทำให้คนสองคนหรือทุกคนได้มาเจอกัน รู้จักกัน และ มีความรู้สึกต่าง ๆ ต่อกัน

                เรื่องบางเรื่องก็อยู่เหนืออำนาจการควบคุมของคนธรรมดาๆอย่างฉัน  และพอเรื่องนั้นๆ เกิดขึ้น ก็อดรู้สึกอัศจรรย์ใจไม่ได้

                ไม่ว่าอะไรจะทำให้เราได้พบกัน ไม่ว่าต่อจากนี้ฉันและเขาจะเป็นอย่างไร (อาจได้รู้จักกัน หรือ อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย)   ก็ต้องขอขอบคุณพรหมลิขิต ที่ดลบันดาลให้เส้นทางของเราทั้งสองวนมาอยู่ในวงโคจรใกล้ ๆ กัน และที่ต้องขอบคุณอย่างยิ่งเลย  ก็คือ  เรื่องน่าแปลกใจที่เกิดขึ้น  คนคนนี้ที่เข้ามาในวงจรชีวิตในช่วงหลายเดือนมานี้  ทำให้เราได้รู้และเข้าใจว่า

     

     ใคร (อีก) คนหนึ่ง เป็นร่องรอยแห่งความรู้สึก/ความทรงจำ เสียมากกว่า คนในความเป็นจริง

    ^_^   ไม่หรอกนะ ความทรงจำเหล่านั้นมันไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า มันเข้ามาอยู่ในห้วงความคิดก็เพื่อให้เราเรียนรู้ และตระหนักว่าควรอยู่ที่ไหน ตรงไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร เพราะ บางที เราอาจมาผิดที่ อาจเจอกันผิดเวลา ... แต่ก็นั่นแหละ จงยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วปรับตัว รวมทั้งหัวใจ ให้อยู่ได้อย่างเป็นสุข อย่าโทษพรหมลิขิตว่าทำไมต้องให้เราได้เจอใครคนหนึ่งคนนั้น เรื่องของหัวใจไม่มีใครผิด ใครถูก  บางทีมันก็แค่ ยังไม่ใช่เวลาของเรา  และคนคนนั้นเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้หัวใจร่วมกันกับ เรา  ส่วนเราก็อาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อดูแลเขา ... มันก็แค่เราไม่ได้เกิดมา เพื่อกันและกัน

    อย่างน้อยฉันก็ควรจะขอบคุณใครคนหนึ่งคนนั้น ที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ทำให้ฉันได้รู้ว่าฉันยังมีหัวใจและความรักที่จะแบ่งปันให้คนอื่น  เขาอาจไม่รับ หรืออาจจะรับแต่ไม่อาจตอบแทนด้วยความรู้สึกอย่างเดียวกัน ... มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ... จริงๆก็น่าจะดีใจแล้วนะ เพราะอย่างน้อย ครั้งหนึ่งฉันก็ได้ใช้หัวใจรักใครสักคนอย่างดีที่สุดแล้ว ... อย่างน้อยมันก็มีค่าในด้านความรู้สึก ไม่ใช่เหรอ?

     

    ขอบคุณเขาคนหนึ่ง ที่ทำให้เรื่องพรหมลิขิตเป็นเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น

    ขอบคุณพรหมลิขิต ที่นำพาฉันให้ได้เจอเขาและใครอีกคนหนึ่ง ได้รู้สึก ได้เรียนรู้ เข้าใจ

    ขอบคุณเขาคนที่ฉันเคย...มอบความรู้สึกดี ๆ ให้ และจะเก็บรักษามันไว้ตราบนานเท่านาน

     

                ฉันต้องขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตของฉัน ทั้งที่เข้ามาทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจและเศร้าหมอง เพราะฉันถือว่าพวกเขา เป็นขั้นหนึ่งของก้าวย่างที่จะทำให้ฉัน เติบโต

    :-D

     Destiny Ben

    1.12 a.m. จะขึ้นวันที่ 29 ธันวาคม 2549