Benyalak's profileบางสิ่งPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    07 August

    HRD's Homework การบ้านวิชาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

    ณ มุมหนึ่งของ(คน)ที่ทำงาน

    At the Corner of a Workplace

    ยามเที่ยง วันศุกร์สุดสัปดาห์ปลายเดือน ณ ห้องรับประทานอาหารเล็ก ๆ ของบริษัทผลิตชุดชั้นในยี่ห้อดัง ใจกลางกรุงเทพฯ มหานครแห่งความหลากหลายวุ่นวายสับสน มีมนุษย์เงินเดือนจำนวนหนึ่งนั่งจับกลุ่มรับประทานและสนทนาปราศัยฆ่าเวลาในระหว่างพักกลางวันที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียงไม่ถึงชั่วโมง ประเด็นที่พวกเขานำมาถกเถียงและเล่าสู่กันฟังนั้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานของมนุษย์ผู้ซึ่งอาศัยเงินประจำจากบริษัทแห่งนี้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องทั้งสิ้น

                    ขณะวิชาญเงยหน้าขึ้นมาจากการก้มลงตักข้าวเข้าปาก พร้อมทั้งเตรียมต่อบทสนทนากับอรสาและสินสุดาที่กำลังตั้งใจฟังว่าเขาจะว่าอย่างไรต่อ สุทธิศักดิ์ก็เดินบ่นเป็นหมีกินผึ้งเข้ามา ณ จุดที่ทั้งสามนั่งรับประทานและเปิดวงสนทนากันอยู่อย่างเกือบจะสำราญใจ เหมือนว่าเสียงบ่นจะจงใจแว่วเข้าหูวิชาญจนไม่อาจให้มันหลุดพ้นไปได้ เขาจึงหันไปถามเจ้าของเสียงพร่ำบ่นนั้นว่า “เป็นอะไรไปเหรอศักดิ์ ได้ยินเสียงบ่นมาแต่ไกล เอา ๆ มานั่งลงกินข้าวด้วยกันก่อน แล้วค่อย ๆ เล่าให้พวกพี่ฟังทีสิ” ผู้ได้รับการทายทักไม่รอช้ารีบเลื่อนเก้าอี้เข้านั่งลง ณ ตำแหน่งใกล้เคียงกับเจ้าของคำถามนั้น “ก็ผมเซ็งน่ะสิครับ ตั้งใจทำงานแทบตาย เจ้านายไม่เคยเห็นความดี มัวแต่สนว่าใครจะทำผลงานเยอะกว่ากัน” วิชาญได้ยินดั่งนั้นจึงตอบรับการเปิดประเด็นของรุ่นน้องว่า “อ่อ ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง มันเป็นปัญหาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้วไอ้น้องเอ๋ย โดยเฉพาะเด็กใหม่อย่างเราน่ะ ก็ต้องพยายามหน่อย กว่าเขาจะเห็นความดีน่ะ ก็ต้องอดทน นี่ยังไม่ถึงปีเลยหนิ อดทนไปก่อนเถ้อ”  สุทธิศักดิ์ตอบกลับทันควันว่า “ผมทั้งอดทั้งทนแล้วนะครับพี่ แต่ทำไมพี่สุธีเขาไม่เข้าใจบ้างว่า การที่จะสร้างผลงานมันมีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ตัวผมคนเดียว วิธีการที่ผมทำผมก็ค่อย ๆ เรียนรู้จากพี่ ๆ เพื่อน ๆ แล้วเอามาปรับใช้กับงานของตนเอง แต่ทำไมพี่เขาไม่เข้าใจบ้างว่าบางอย่างจะให้เห็นผลปุ๊บปั๊บก็ไม่ได้ มาเร่งเอากับผมลูกเดียว แล้วก็คอยต่อว่าว่าผมไม่ตั้งใจทำ ซึ่งพวกพี่ก็เห็นว่าผมทุ่มเทขนาดไหน กลับบ้านก็ค่ำมืด นั่งคิดนั่งวางแผนตั้งนาน คิดแล้วมันน่าน้อยใจ” สินสุดาเห็นรุ่นน้องทำหน้าเคร่งเครียดจึงปลอบว่า “ใจเย็นน่ะศักดิ์ มันก็อย่างนี้แหละ บางทีเจ้านายเขาก็ลืมนึกถึงใจลูกน้องที่ทำงานงก ๆ เงิ่น ๆ  เราก็ต้องเข้าใจด้วยนะ ว่าเขาก็งานเยอะ ความรับผิดชอบมากมาย บางทีจะให้ใส่ใจเรามาก ๆ ก็ไม่ได้” อรสาได้ยินดังนั้นจึงสวนกลับว่า “แหม หล่อนก็พูดดีไป เมื่อก่อนใครกันนะที่มาบ่น ๆ น้อยใจเจ้านายแทบทุกวี่วัน ไม่ใช่เธอหรอกเรอะ ใยดา” เพื่อนสาวแก้ตัวกลับไปว่า “มันก็ใช่น่ะ แต่ตอนนี้ฉันก็ปรับตัวแล้วหนิยะ เห็นไหมล่ะ ก็ทนมาได้ตั้งห้าปี” “นี่พี่ ๆ ก็เคยเจอปัญหานี้กันเหรอครับ แล้วทำไมไม่มีใครคิดแก้ไขอะไรบ้างเลยล่ะครับ” วิชาญได้ยินดังนั้นจึงตอบรุ่นน้องผู้สงสัยว่า “จะให้แก้อย่างไรเล่าไอ้น้องชาย ก็ในเมื่อเขาวัดคนที่ผลงาน  ใครจะไปสนว่าเราทำอย่างไร ทำอะไร เขาก็ดูแค่ว่าเราทำแล้วได้ประโยชน์อะไรกับงานของเขา บริษัทของเขา ก็แค่นั้น เฮ้อ ไอ้เราก็รับเงินเขามาใช้ทุกเดือน ๆ ก็ต้องทำตามที่เขาต้องการ ที่เขาอยากให้เป็น ก็แค่นั้น” พนักงานผู้น้องยิ่งขัดใจใหญ่ในเรื่องนี้จึงตอบกลับไปว่า “แต่พี่ครับ เราก็มีชีวิตมีจิตใจนะครับ จะให้ทำงาน ๆ โดยที่ไม่ได้รับความสนใจใส่ใจความรู้สึกเลยได้อย่างไรล่ะครับ โดนดุโดนว่าอย่างนี้เรื่อย ๆ มันก็หมดแรง หมดใจที่จะทำงานให้ได้ง่าย ๆ เหมือนกันน่ะครับ” วิชาญไม่ลังเลที่จะตอบกลับไปว่า “อื่ม เรื่องนั้นพี่ก็เข้าใจ แต่ทำไงได้ เราเข้ามาอยู่ในที่ของ “เขา” แล้วนิน่า ช่วยไม่ได้เราไม่ได้มีตังค์มาเปิดบริษัทเป็นของตัวเองหนิ ถึงต้องตาม ๆ เขาไป เขาว่าไงก็ต้องทนรับ ๆ ไปบ้าง ไม่งั้นก็จะขัดแย้งกันเปล่า ๆ ขัดใจเจ้านายมันเรื่องใหญ่นะเว้ย” “ผมทราบดีครับเรื่องนั้นน่ะ ก็ได้แต่บ่นให้พวกพี่ ๆ ฟังเนี่ยแหละครับ” หนุ่มไฟแรงเจ้าของปัญหารับคำด้วยความจำยอมต่อสถานการณ์ที่เป็นไป

                    อรสาผู้ที่ตอนนี้จัดการกับอาหารที่อยู่ในจานข้าวของตนเรียบร้อยแล้วกลับมาสละเวลาที่เหลืออยู่ให้กับการตั้งใจสนทนากับทุกคนในห้องนั้น “อื่ม พี่เข้าใจนะศักดิ์ พวกพี่ ๆ ก็เคยเจอมาก่อนแล้ว เคยคิดแบบที่เราคิดน่ะแหละ ว่าจะแก้อย่างไร ทำอย่างไรบ้าง แต่มันจะไปทำอย่างไรได้ ในเมื่อผู้บริหารเขาไม่ได้ใส่ใจความคิดของเรามากขนาดนั้น แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเจ้านายก็ใช่ว่าจะใกล้ชิดกันจนกล้าพูดอะไรมาก ๆ ได้ ขนาดกับเพื่อนร่วมงานบางคน บางทีก็แทบจะไม่ได้พูดกันเลยด้วยซ้ำวัน ๆ หนึ่งน่ะ เฮ้อ” เพื่อนสาวอีกคนแสดงความเห็นด้วย “นั่นน่ะสิอร เราก็เหมือนกัน ... เอ่อ เราว่าบริษัทนี้น่าจะมีการจัดโครงการส่งเสริมความสัมพันธ์ของพนักงานบ้างนะ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานกันลำบาก มัวแต่เกรงใจคนโน้นทีคนนี้ทีไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าแสดงตัวตนหรือความสามารถที่แท้จริงออกมาสักที” “ใช่ครับ ๆ ผมก็เห็นด้วย เนี่ยผมเข้ามาตั้งเกือบปีแล้วยังไม่เห็นให้ผมไปฝึกอบรม หรือมีกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงานเลย ผมยังไม่ค่อยรู้จักใครอย่างจริง ๆ จัง ๆ มากนัก เวลาประสานงานก็ลำบาก นี่ดีนะครับที่รู้จักกับพวกพี่ ๆ ได้มานั่งระบายให้ฟัง ไม่อย่างนั้นคงอึดอัดแย่เลยครับ” สุทธิศักดิ์เล่าสู่กันฟัง วิชาญก็ไม่รีรอที่จะเสนอความคิดเห็นบ้าง “นั่นน่ะสิ พี่ก็อยากให้เขาจัดอบรมพนักงานเรื่องสำคัญ ๆ อย่างเช่น ทักษะภาษา ทักษะความเป็นผู้นำ ทักษะการสื่อสาร ฯลฯ เพราะล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้นที่จะทำให้การทำงานและการสร้างผลผลิตของเราก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป  เฮ้อ ไม่เข้าใจเลย ทำไมพวกเจ้านายไม่เล็งเห็นถึงความสำคัญเรื่องพวกนี้บ้าง” อรสาพูดต่อจากวิชาญว่า “จริงด้วย เราก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน เราจะได้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ดีกว่าที่จะมาทำงานเก้าโมงแล้วก็กลับบ้านไปอย่างเบลอ ๆ ในตอนเย็นค่ำ พวกเราน่าจะได้อะไรมากกว่านั้น เธอว่าปะใยดา” “อื้ม ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ บริษัทน่ะได้แต่ตั้งกฎอะไรเยอะแยะมาให้เราปฎิบัติ เดี๋ยวก็ห้ามทำโน่นไม่ควรทำนี่ จนเราแทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ เพราะต้องคอยระมัดระวังกับกฎระเบียบที่ดูเกินจริงของบริษัท ทีเรื่องอย่างนี้บริษัทขอให้เราทำให้ได้ แต่ทำไมแค่เราอยากให้แคร์เราบ้าง ให้สนใจการพัฒนาอาชีพของพวกเราบ้าง บริษัทถึงไม่ยอมทำให้  เนี่ยทำงานมาห้าปีหกปีแล้วยังรู้สึกว่าย่ำอยู่กับที่อยู่เลย ไม่ยอมไปไหนสักที” สินสุดาเห็นพ้องอย่างเต็มที่ “อื่มจริงด้วย ตำแหน่งก็ไม่ได้เลื่อน โบนัสก็ไม่มีให้มาตั้งนานแล้ว ทั้งที่เป็นบริษัทใหญ่โตมีชื่อเสียงแท้ ๆ แต่ทำไมทำกับเราอย่างนี้ก็ไม่รู้ เคยคิดอยากจะไปเรียนต่อเพื่อจะได้เอากลับมาใช้กับงานก็ทำไม่ได้ บริษัทไม่เคยอนุญาต อยากให้เราทำแต่งาน ๆ ๆ ให้เขาลูกเดียว เงินสนับสนุนอะไรก็ไม่มี จะลาออกก็ไม่ให้ออก พอเห็นเรามีทีท่าอยากจะออกก็มาพูดจาหว่านล้อมว่าขาดเราไม่ได้ ขาดเราไม่ได้อะไรหละ ที่ผ่านมาไม่เห็นจะทำให้รู้สึกเลยว่าเรามีค่า เฮ้อ นี่ถ้าขีดความอดทนมันสุดเมื่อไหร่ ก็จะลาออกจริง ๆ ด้วย ทนมานานแล้ว” วิชาญระบายความในใจบ้าง ... ทุกคนตอบรับด้วยเสียงถอนหายใจ ... “เฮ้อ!

                    . . . . .

                    “อ้าวเฮ้ยไอ้เก้ ไปไหนมาเนี่ยเหงื่อแตกท่วมตัวเลย แล้วนี่ทำไมเพิ่งจะมาแดกข้าวล่ะ” สุทธิศักดิ์ร้องทักเพื่อนร่วมงานที่เริ่มชีวิตการทำงานที่นี่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งกำลังเดินมาพร้อมถาดข้าวในมือ “อ่อ กูไปติดต่องานมาน่ะสิ แม่ง ยุ่งยากฉิบหาย กว่าจะเสร็จ เฮ้อ เหนื่อยเป็นบ้า ...   อ้าว พวกพี่ ๆ หวัดดีครับ” เก้ตอบคำถามด้วยอาการเหนื่อยและหงุดหงิด แต่ก็ไม่ลืมที่จะทักทายพวกพี่ ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนั้น “เออ ๆ มึงใจเย็น นั่งแดกข้าวด้วยกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ด้วยความห่วงใยสุทธิศักดิ์จึงชวนเพื่อนรับประทานอาหารก่อนเริ่มบทสนทนา

                    “เอาล่ะ เรื่องมันเป็นไงมาไง เล่าให้พวกพี่ฟังสิ เก้ ไปเจออะไรมา” วิชาญถามด้วยความเป็นห่วงและอยากรู้ เก้จึงสนองคำถามไปว่า “ก็เมื่อเช้าน่ะสิครับเจ้านายบอกให้ผมไปติดต่องาน แล้วกว่าผมจะหาสถานที่เจอ กว่าจะหาคนเจอก็หอบแฮ่ก ๆ เลยครับ ผมว่าที่ทำงานนี้น่าจะทำป้ายบอกสถานที่หรือมีบอร์ดบอกถึงตัวบุคคลให้ชัดเจนหน่อย ในแต่ละตึกน่ะครับ นี่บอร์ดก็ไม่มี ป้ายก็ไม่ชัด ถามคนก็งง ๆ เจ้านายก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียด ตึกที่ไปก็อย่างกับเขาวงกตเดินหาลิฟท์ก็ยาก หาคนจะติดต่อสอบถามธุระด้วยก็ยาก เฮ้อ ทำเอาเหนื่อยเลยครับ”  “อ่อ อย่างนี้แหละ ก็บริษัทไม่ยอมจัดปฐมนิเทศพาแนะนำบริเวณบริษัทให้ชัดเจนก่อนด้วยแหละ น้อง ๆ เลยไม่ค่อยรู้ทาง ประกอบกับการสร้างสถานที่ที่คำนึงถึงแต่ความสวยงาม เอาให้เป็นหน้าเป็นตา แบบลวง ๆ ของบริษัท แต่ไม่ค่อยมีการประสานงานกันให้รู้เรื่องหรอก ว่าจะติดต่อคนนี้ต้องไปตรงไหน แล้วทางเดินก็ซับซ้อนวกวน ถ้าไม่คุ้นจริง ๆ ก็หากันไม่ค่อยเจอหรอก ถ้ามีเรื่องด่วนก็คงแย่กว่านี้ อินทราเน็ตก็ไม่ยอมจัดการให้ใช้อย่างเป็นระบบและแพร่หลาย พนักงานส่งเอกสาร ติดต่อประสานงานก็มีไม่เพียงพอ พี่ว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องเลยนะที่เราจะต้องลงทุนไปเดินตามหาคนไปเดินงงไปในตึกขนาดนั้น” อรสาชี้แจงความคิดเห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ใช่ครับ ๆ แล้วอีกอย่างบางทีสถานที่ก็มืด ๆ อย่างวันนั้นผมเข้าไปตึกสาม มืดอย่างกับตอนกลางคืนแน่ะครับ ผมยังสงสัยเลยว่าพวกคนที่ทำงานในแผนกนั้นเขาไม่รู้สึกบ้างเหรอว่าตัวเองกำลังทำงานอยู่ในถ้ำ อับ ๆ มืด ๆ อย่างนั้น หึ ๆ  สายตาก็เสียได้ถ้าทำงานมืด ๆ อย่างนั้นนาน ๆ น่ะครับ เฮ้อ เอาสุขภาพมาเสี่ยงแท้ ๆ” สุทธิศักดิ์เสริมต่อคำพูดของอรสา

                    . . . . .

                    ขณะที่คนอื่น ๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่นั้น เก้ก็เร่ง “ยัด” อาหารเข้าปากอย่างเร็วที่สุด จนเกือบหมดจาน เขาจึงเริ่มสานต่อบทสนทนาขณะเคี้ยวอาหารตุ้ย ๆ ว่า “อันที่จริงที่ผมมากินข้าวช้า ไม่ใช่เพราะหาห้องยากอย่างเดียวหรอกครับ จริง ๆ ก็มัวแต่รอพนักงานฝ่ายนั้นดำเนินการ กว่าจะติดต่อเจ้านายเขาให้ กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง โอ๊ย นานครับ ไม่รู้ว่าจะลดขั้นตอนเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างไม่ได้รึยังไง แล้วหัวหน้าของทั้งของผมและของเขาก็ทำไมไม่ยอมติดต่อกันให้รู้เรื่องให้ดีก่อน ผมจะได้ไม่ต้องไปนั่งอธิบายแจกแจงรายละเอียด และก็กรอกอะไรต่อมิอะไรตั้งมากมาย ทำเอาอารมณ์เสีย” วิชาญได้ยินเสียงบ่นของน้องผู้นี้ก็ตอบรับกลับไปว่า “อื่ม อย่างนี้แหละ บริษัทเรา มีแต่ปัญหา ไม่รู้เมื่อไหร่จะเปลี่ยน ตั้งแต่รุ่นก่อนรุ่นพี่ จนมาถึงรุ่นพี่ แล้วนี่น้อง ๆ ยังต้องมาโดนอย่างนี้อีก ไม่รู้เมื่อไหร่จะแก้ปัญหากันได้สักที”

                    “นั่นสิ เมื่อไหร่จะแก้ปัญหากันได้สักที เผื่อชีวิตการทำงานของเราจะได้ดีขึ้นบ้าง” สินสุดาพยักหน้าและพ้องรับ

                    . . . . . แอ๊ด!! . . . . .

                    “เอาพวกเรา ออดดังแล้ว กลับไปทำงานกันเถอะ” วิชาญชวนผู้ร่วมวงสนทนา

                    “ไป กลับไปสู่โลกแห่งความน่าเบื่อหน่ายกันต่อ คิดเสียว่าใกล้หมดวันแล้วก็แล้วกัน ไป” อรสาลุกขึ้นพร้อมสินสุดา

                    “ครับ ไปครับพี่  เฮ้ย ไป ไอ้เก้ ไปได้แล้ว” สุทธิศักดิ์ลุกขึ้นเก็บเก้าอี้เตรียมหันหลังเดินตามพี่ ๆ ออกไป

                    “อื่ม” เก้พยักหน้าพร้อมทั้งรีบกลืนข้าวคำสุดท้าย ก่อนที่จะลุกเดินตามทุกคนออกไป

                    แล้วปัญหาทุกอย่างก็ถูกทิ้งไว้ ณ ตรงนั้น ... ณ มุมหนึ่งของ(คน)ที่ทำงาน.