Benyalak's profileบางสิ่งPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
10 June ดูหนัง-มองชีวิต-เรียนรู้วันพฤหัสที่8มิย. ไปกิน+แดนซ์กับเหล่ากระรอกฯแต่ยังไม่ทัน(แดนซ์)กระจายก็ต้องกลับ อยากไปมันส์ๆอีกจัง
ส่วนวันศุกร์ที่9มิย.ไปดูthe memory of Mutszuko (เขียนไงเนี่ย?) กับพี่โบ พี่หมิง และเอ๋ หนังเรื่องนี้มีหลากหลายอารมณ์มาก คนทำหนังเค้าเลือกใช้จังหวะในการดึงและสลับอารมณ์ของเราได้ดี มีวิธีการลำดับภาพที่โอเคถึงแม้ว่าบางทีจะดูขัดๆ ส่วนเนื้อหาก็ดี มีtheme ที่น่าสนใจ แต่บางครั้งรู้สึกว่าประเด็นบางประเด็นถูกเอามาใส่แบบไม่ค่อยสมเหตุผล แต่ว่าโดยรวมก็ดีมากๆ เรียกเสียงหัวเราะ เคล้าน้ำตาเราไปได้เต็มเหนี่ยวมากเลย ถึงขั้นชาไม่พูดไม่จาเลยอะหลังออกจากโรงหนัง พอตื่นมาอีกวันก็ตาบวมเลย (พี่โบที่นั่งข้างๆเราก็น้ำตาแตกเหมือนกัน ส่วนเอ๋ก็มีนิดๆมั้ง) ... เขาเริ่มเรื่องจากผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกแฟนบอกเลิกแล้วทำตัวสำมะเลเทเมาไร้ค่าไปวันๆ จนเมื่อพ่อของเขามาหาแล้วบอกว่าป้าตายให้ไปจัดห้องป้าให้ แล้วเรื่องก็ดำเนินย้อนอดีตไป ถึงตั้งแต่ตอนที่ป้า(ชื่อมัสซึโกะ)ยังเด็กๆ เรื่องราวของมัสซึโกะ สลับตัดกับความจริงในปัจจุบันและเรื่องราวที่โช(หลานชายได้เจอะเจอในปัจจุบัน) เรื่องราวของมัสซึโกะสอนให้โชหันกลับมาดูตัวเอง และมีกำลังใจในการอยู่อย่างเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น
เหตุการณ์บางตอนในช่วงชีวิตของมัสซึโกะทำให้เราย้อนนึกถึงตัวเอง เช่นตอนที่หนีออกจากบ้านแล้วเกือบทำให้พ่อชอค(ตอนนั้นยังไม่ได้ผ่าตัดหัวใจ) หรือแม้แต่กระทั่งตอนที่มัสซึโกะพร้อมที่จะอยู่เพื่อรักแท้แม้ว่าจะเหมือนกับตกนรก ฯลฯ ดูแล้วพยายามเข้าถึงความรู้สึกของมัสซึโกะในแต่ละช่วงของชีวิต ทำให้เข้าใจ แล้วบางทีก็รู้สึกตามจนน้ำตาไหลออกมา ... เรื่องราวของมัสซึโกะทำให้เห็นความจริงบางอย่างของชีวิต คนเราต่างพบเจอช่วงที่เลวร้ายสุดๆของชีวิตและช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต ... แต่ว่าสิ่งสำคัญคือเราจะทำช่วงชีวิตตอนนั้นให้ดำเนินไปอย่างไร บริบทและสิ่งแวดล้อมล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกเดินไปในแต่ละเส้นทางของตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องขึ้นกับตัวเองว่าจะแข็งแกร่งและลุกขึ้นได้เมื่อไหร่ แค่ไหน และอย่างไร ... อย่างน้อยมัสซึโกะก็เรียกพลังของตนเองออกมาใช้ได้ แม้จะเป็นirony ที่เมื่อเขาพร้อมจะสู้กับชีวิต เขากลับต้องจบชีวิตลงด้วยความโหดร้ายของคนในสังคม และยิ่งironyหนักไปอีกเมื่อคนที่ฆ่าเขาคือเด็กที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมต่อไป พี่หมิงบอกว่าเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าชีวิตของเราตอนนี้น่ะดี คือมันยังมีชีวิตอื่นที่เค้าต้องดิ้นรน และแย่กว่าที่เราคิด+เห็น (อันนี้เห็นด้วยนะคะพี่หมิง ... ดีนะคะ ที่อย่างน้อยการดูหนังเรื่องนี้ทำให้พี่ได้เห็นมุมมองเพิ่ม/กว้างขึ้นไปจากกรอบชีวิตที่พี่เป็นอยู่) อีกประเด็นที่เรียกน้ำตาเราไปเต็มๆนั้นก็เรื่องของครอบครัว ... จริงๆนะ ไม่ว่าชีวิตจะพังแค่ไหน ถ้ายังมีครอบครัวอยู่เคียงข้างมันก็ยังมีแรงสู้ต่อ และความไม่เข้าใจกันบางอย่างในครอบครัวอาจนำมาซึ่งจุดจบอันน่าสลดของคนคนหนึ่งหรือหลายคนเลยก็ว่าได้ ครอบครัวคือรากฐานสำคัญ ความรักที่มีให้กันเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง โปรดอย่าปล่อยให้มันกลายเป็นยาพิษของใครคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนในครอบครัวเลย เรารู้สึกไปกับความรู้สึกโดดเดี่ยวของมัสซึโกะ และความโหยหาใครสักคนของเขา พอดูมาตลอดเรื่อง คนทำหนังสามารถทำให้เราค่อยๆเข้าใจตัวละครตัวนี้ลึกลงไปเรื่อยๆ และการเข้าใจตัวละครตัวนี้ก็เริ่มทำให้เราเข้าใจตัวเองในบางแง่บางมุม และสุดท้ายคนทำหนังยังมาเน้นประเด็นเรื่อง "คุณค่าของคนเรามันไม่ได้อยู่ที่การได้รับแต่อยู่ที่การให้ต่างหาก" และที่สำคัญที่ทำให้เราต่อมน้ำตาแตกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากหยุดไปแล้ว ก็คือเพลงที่มาพร้อมกับภาพย้อนหลังชีวิตของมัสซึโกะ มีท่อนหนึ่งร้องว่า "...ถ้าหิวก็กลับบ้าน..." แล้วเป็นภาพมัสซึโกะ เป็นภาพพ่อของเธอที่มานั่งดูเธอเล่นละคร แล้วอมยิ้ม ... ฮือๆๆ กินใจ+กระแทกใจ+ซึ้งใจ+กระทบใจ+โดนใจ ฮู้ววววว อ่อ มีอีกประเด็นหนึ่งนะ คือการที่ผู้ทำหนังให้ภาพของเพื่อนมัสซึโกะที่เคยพลั้งพลาดในชีวิตเหมือนกัน แต่ก็ฝ่าฟันจนประสบความสำเร็จในชีวิต เราเห็นแล้วนึกถึงเพื่อนๆบางคนที่เอนซ์ไม่ติดแล้วไม่กล้ามาเจอกันตอนนัดห้อง เราจับความรู้สึกของเขาแล้วอยากบอกเหลือเกินว่าคนเรามันมีหวังเสมอ และสามารถทำให้ตนเองไปสู่หนทางที่ดีขึ้นได้หากตั้งใจจริง
ความหวังเป็นน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงของคนทุกคน อย่างมัสซึโกะเองก็ยังมีหวังแม้จะปล่อยปละชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางอย่างมาจุดประกายให้เกิดความหวังอีกครั้ง เช่นนักร้องที่เขาเห็นในโทรทัศน์ หรือแม้แต่ตอนใกล้จะจบที่เขาเห็นภาพน้องสาวเขาและเขาตัดผมให้น้องเขา ... ความหวังความฝันจินตนาการนำมาซึ่งการดึงเอาศักยภาพของตนเองออกมาใช้ ทำให้รู้ว่าตัวเองยังมีคุณค่า ชีวิตไม่ได้หมดเพียงแค่ในห้องขยะสี่เหลี่ยมนั้น ... แม้ว่าความหวังของมัสซึโกะจะดับลงเพราะการออกมานอกกรอบสี่เหลี่ยมที่ตัวเองอุดอู้อยู่ทำให้เจอกับความโหดร้ายของโลกภายนอก โลกที่ตัดสินคนจากเพียงรูปลักษณ์ โลกที่การรังแกกันไม่มีวันสิ้นสุด นั้น แต่อย่างน้อย ...มัสซึโกะก็ได้รู้ว่า "ตัวเองไม่ไร้ค่า" ... จะเห็นว่าคนทำหนังได้ให้ภาพของมัสซึโกะตอนตายไว้อย่างสวยงาม ห้อมล้อมด้วยดอกไม้ และมีหมอกสวยงามวิ้งๆ เป็นดังภาพความฝัน (ทั้งที่เธอถุกฆาตกรรม) แล้วในมือของเธอยังกำความหวังไว้แน่น...นามบัตรของเพื่อนเธอที่จะทำให้เธอได้เป็นช่างทำผมอีกครั้ง... แล้วเราหละ ปล่อยให้ความหวังที่จะทำชีวิตให้มีค่าหลุดลอยไปบ้างรึเปล่า?
อย่าปล่อยให้มันหายไปเลยนะ เรียกมันกลับคืนมา.... ชีวิต มีอะไรมากกว่าที่เราคิด!! อาทิตย์ 10 มิถุนายน 2550 20.40 น. เปลือย...อารมณ์อังคารที่ 10 เมษายน 2550 22. 25 น. >> ผู้หญิงเก็บกดแบบจริงจัง J เพิ่งกลับมาบ้าน วันนี้ไม่ค่อยมีไรพิเศษเท่าไหร่ (มั้ง) ครึ่งวันแรกก็หมดไปกับชีวิตว่างเปล่า เกลือกกลิ้งอยู่บ้าน ทำโน่นนี่บ้างเล็กน้อยแต่ก็คงไม่มากเหมือนคนที่ออกไปทำงานหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ กว่าจะออกจากบ้านก็เย็นแล้ว ไปเจอเพื่อนที่เพิ่งสัมภาษณ์งานมาหมาด ๆ แต่เพราะไปสายเลยได้นั่งคุยแป๊บเดียว แล้วเราก็ขึ้นเรียน เรียนไปหลับไปหลายตลบมาก ทั้ง ๆ ที่นั่งเกือบ ๆ ข้างหน้าน่ะแหละ ...เฮ่อ พอครั้งแรกนั่งที่ไหนมันก็เหมือนจะต้องนั่งแถว ๆ นั้นไปเรื่อย ๆ ... จริง ๆ อยากจะไปนั่งหลังจะแย่ แต่ก็ดันเริ่มคุ้นเคยกุ๊กกิ๊กจุ๊บจิ๊บกับพี่ ๆ ที่นั่งใกล้ ๆ ไปแล้ว ... คนเราพอเริ่ม ๆ จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับใครแล้ว มันยากเนาะที่จะออกมาจาก “ตรงนั้น” อะ ...จำได้เลยตอนเรียนป.ตรี เราโคตรอยากมานั่งหลัง ๆ เลย(จะได้มันส์ ๆ เฮ้วๆ แบบตอนเอ๊าะ ๆ) แต่แบบ “ที่รัก” ทั้งหลายก็แห่ไปนั่งหน้ากันตั้งแต่แรก แล้วมันเหมือนเป็นหน้าที่ไปแล้วเพราะนั่งหน้ามาตั้งแต่แรก แล้วก็อยู่ด้วยกันตรงนั้นมาตั้งแต่แรก พอวันไหนที่มันยอมตามใจมานั่งหลังก็จะคึกคักมาก (แต่ก็จะต้องเสียบางอย่างไป คือก็จะไม่ค่อยเรียนกัน ฯลฯ) แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปที่เดิม เพราะมันเป็นที่ของพวกเรามาตั้งแต่แรก จริง ๆ ก็ไม่ใช่ที่หรอกที่ยึดตัวเราไว้ แต่เป็นคนต่างหากที่ทำให้รู้สึกว่า ถ้าอยู่ตรงนั้นจะอุ่นใจกว่า ว่าแต่ว่าเราพูดขึ้นมาทำไมวะ? เออ ก็แค่จะบอกว่าหลับในห้องเรียนอีกคาบแล้ว และก็ วันนี้พี่ที่เขาไปดูงานที่ญี่ปุ่นเขาก็ซื้อถุงเท้ามาฝาก เป็นถุงเท้าสีชมพูลายหมูน้อยน่ารักกุ๊กกิ๊กจุ๋มจิ๋มมาให้ ก็ประหลาดใจอะนะ ดีใจเหมือนกันที่เขานึกถึง แต่จริง ๆ ก็แอบคิดโน่นนี่ แบบว่า เป็นโรคจิตแล้วมั้ง ไม่รู้ทำไมต้องคิด ... เราก็งงกับตัวเองเฉย ๆ ว่าซื้อมาให้ไมอะ? แบบคิดในใจ “เราน่าเอ็นดูขนาดนั้นเลยเหรอ?” แบบเพิ่งรู้จักกันเขามาดีกับเราขนาดนี้ไม? อะไรแบบนี้ คือเราก็เป็นผู้หญิงขี้ระแวงไปตามประสา แต่มันก็แค่แว๊บนึงเท่านั้นแหละ เพราะที่ผ่านมาสายตาและการกระทำพี่เขาก็เอ็นดูเราตลอดเลย ก็น่าดีใจนะที่อย่างน้อยยังมีคนรู้สึกดี ๆ ต่อกัน ทั้งที่เรายังใหม่กับที่นั่นและคนเหล่านั้น ... จริง ๆ ดีใจแหละ แต่แมร่งแสดงออกไม่เป็นหวะ ไม่รู้ทำไงดี ก็บอก ๆ ไปว่าดีใจไรแบบนี้ เพราะกลัวว่าเงียบและทำตายด้านเหมือนตอนที่เพื่อนรักสองคนมาเซอไพรส์หน้าบ้าน(แกจำได้ป่าววะ ตั้งแต่ยังเอนท์กันอยู่เลย) แล้วมันเซ็งไง(จำหน้าพวกแกวันนั้นได้เลย รู้สึกผิดไปอีกนานเลยอะ) ... ก็กลัวเขาเสียน้ำใจอะไรแบบนี้ เลยแสดงออกว่าดีใจแบบจริงจัง ทั้งที่แอบเขินนะเนี่ย (แต่จะว่าไปเราก็ชอบเอาโน่นเอานี่ให้กับคนอื่น ๆ เหมือนกัน .... สงสัยพวกเขาก็คงจะแปลกใจๆ เหมือนกันเนาะ ... แต่เอาเหอะ อยากทำนี่หว่า - - > พี่น่ารักคนนี้ก็คงคิดอย่างนั้นแหละมั้ง) อะเรื่องน้ำใจอันแสนดีจากคนรอบข้างที่ทำให้โลกสดใสขึ้นในวันนี้ก็ผ่านไปนะ ก็มีอีกเรื่องคือพี่ที่เรียนด้วยคนหนึ่งก็เอางานมาเสนอ เป็นงานด้าน HR พอดี ก็รับฟังไว้ เขาจะให้ไปสัมภาษณ์พรุ่งนี้ แต่แอบยังไม่อยากไปสัมภาษณ์ (เริ่มเนือยบ้างเล็กน้อย ;P) ก็ขอบคุณเขาและก็คงเอากลับมาคิดอีกที ตอนจะกลับบ้านวันนี้รอรถเมล์นานผิดปกติ พอขึ้นไปก็ไปเจอรุ่นน้องโรงเรียนเก่าที่เป็นน้องบ้านของเพื่อน ก็ยิ้มให้ แต่ดูเหมือนเขางง ๆ (สงสัยช้านจะสวยขึ้น ;P) แต่เราก็รู้สึกดี ... ก็ดี ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากคุยไรมาก ก็เลยเลี่ยง ๆ ออกมา... แต่สักพักเขาดั๊นมาทักเรากลับ ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย คุยโน่นคุยนี่ไป ... เข้าใจเลยอะ cliché ที่ว่าคนเราจะรู้สึกดี สบายใจ รู้สึกเข้ากันได้ เข้าใจกัน หรืออะไรแบบนี้ ก็ตอนที่เรากับอีกฝ่ายสามารถไม่ต้องพูดอะไรต่อกันแต่กลับเหมือนได้พูดไปหมดทุกอย่างแล้ว (อะไรแบบนี้) คือจะบอกว่าวันนี้เราไม่มีความรู้สึกนั้นไง ... ทำให้เห็น+รู้สึกถึงคุณค่าของพวกแก/เธอ/มึง/พี่ ขึ้นมาอย่างมากมายเลยอะ ... คนเรามันไม่ใช่สักแต่ว่ารู้จักกัน แต่ที่เรารู้จักใครและคบกันมาได้นาน ๆ อย่างที่เราไม่คิดว่าจะมาถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งเราคงต้องรู้อารมณ์กันด้วยแหละเนาะ ... คือแบบเรารู้สึกเหนื่อยนะตอนที่คุยกับน้องเขา (แต่ก็สามารถพูดมาก ๆ ไปเรื่อยได้) ... นึกออกปะว่าเราจะไม่ว่าไรเลยอะถ้าเขาจะอยู่เฉย ๆ (กลับรู้สึกดีซะอีก ในเวลานั้น) แต่เขาก็พูด ๆ ไรมากมาย แล้วก็ทำมาดผู้ใหญ่ใส่อีก (กรูยิ่งมึนหนัก ... สาระอะไรจับไม่ค่อยได้หรอก เพราะจุดสนใจมันหมดไปกับท่าทางและลักษณะการพูดที่ดูจะจริงจังไปนิดส์ .. จริงๆ จะว่าไป ..ก็ไม่เชิงนะว่าจับสาระไม่ค่อยได้ สาระน่ะได้ ได้รู้ไรเยอะเกี่ยวกับเขา แต่มันเป็นเวลาที่สมองไม่รับ แค่นั้นเอง).. คือจริง ๆ แล้วเขาก็ดูจริงใจดีนะ แล้วก็ดูมีความคิดโน่นนี่ดีอะ ... แต่อารมณ์นั้น นึกออกปะ ว่าไม่เป็นไร เราเข้าใจว่าเขาอ่านการ์ตูนอยู่ + เหนื่อย (เขาบอกตอนหลังว่าวันนี้ผมดูเหนื่อยๆ ใช่ปะ) ก็ไม่ต้องพยายามอะไรมาก เราเองก็เหนื่อย + คอแห้ง + อยากเงียบอยู่เหมือนกัน แต่คงเป็นเพราะว่าเราเป็น “คนรู้จักกัน” “ร่วมสถาบันเดียวกัน” และก็คงเป็น “มารยาททางสังคม” ด้วยแหละ (คือเราไม่รู้ว่าที่เขาถามโน่นพูดโน่นพูดโน่นพูดนี่เพราะอยากรู้จักกันรู้ความคิดกัน หรือเพราะเสียไม่ได้ - - > จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่เห็นต้องคิดเลยล่ะ ข้อนี้เรารู้ดี ... เพราะเราก็เรื่อยเปื่อยไปได้ตามประสาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า คือนึกออกปะ ว่า ความรู้สึกลึก ๆ ของคนเราแต่ละคนไง ภายในของสิ่งที่เห็นน่ะ มันก็มีไรให้รู้สึกอีกมากมาย เฉย ๆ) ... จำได้ว่าตอนที่กลับกับเพื่อนที่กลับทางเดียวกันบางทีมันก็ไม่ค่อยจะชวนคุยไรนะ นั่งอ่านการ์ตูนไป ฉันก็เข้าใจมัน ... เพราะธรรมชาติฉัน/เราก็ถ้ามันว่างมาก ๆ เดี๋ยวก็หาไรพูดขึ้นมาเอง แล้วก็เงียบไปเหมือนเดิมเองแหละ ... บางทีคนเราไม่เห็นต้องสื่อสารด้วยการพูด (มาก) ตลอดเวลาเลยก็ได้ เวลาผ่านมานานวัน มันก็ทำให้รู้เองว่าใครที่จะอยู่ด้วยกันได้ ... ลองนึกย้อนดูสิ ว่า ใคร? แล้วเพราะอะไร? อย่างไร? พอย้อนกลับมาดูตัวเอง เห็นด้วยนะที่คนเราเข้ากันได้ก็เพราะคุยกันรู้เรื่อง เป็นคนที่สามารถพูด/เล่าอะไรกันได้อย่างสนิทใจ เขาคงต้องเป็นคนที่เราสามารถพูดมากได้ มีความคิดไปในแนวทางเดียวกัน หรือทำให้เราได้คิดอะไรแตกต่างแต่กว้างขึ้นจากเดิม ... แต่ในขณะเดียวกันมันก็ต้องมีอารมณ์ที่เราต่างรับได้ในความเงียบและความว่างที่มันไม่ว่างระหว่างกัน ... ในชีวิตที่ผ่านมา เรามีคนแบบนั้นหลงเหลือไม่กี่คนหรอก บางคนก็เข้ามาแล้วผ่านไป แต่เราก็ยังดีใจที่เรามี ดีใจที่วันนี้เรามีคนที่อยากเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง คนที่ร่วมแบ่งปันบางห้วงเวลา บางเรื่องราว บางความรู้สึก คนที่เราสามารถโทรไปโวยวาย ร้องไห้ใส่ บ้าบอกรี๊ดกร๊าดใส่ คนที่เขาอยากทำเช่นเดียวกัน คนที่รับเราได้ ใส่ใจ ห่วงใย และเข้าใจกัน คนที่รู้จักเรามากกว่าที่เรารู้จักตัวเองเสียอีก คนที่เราอยากให้เขาอยู่ตรงนั้นด้วยเพื่อร่วมรับรู้ความรู้สึก ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้พบเจอแต่กลับรอคอยฟังเรื่องราวของเขาเสมอ คนที่นึกถึงกันไม่ว่าจะห่างไกลหรืออยู่ใกล้ คนที่แค่มองตากันก็รู้ว่าคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่ และสุดท้าย คนที่อยู่กับเราท่ามกลางความเงียบงันโดยที่ไม่รู้สึกอึดอัดต่อกัน ไม่ต้องแสร้งหาเรื่องอะไรมาโต้ตอบกัน ... วันนี้ เราและพวกเธออาจไม่ใช่ทุกอย่างที่เอ่ยไป แต่เราก็อยากจะขอบคุณที่อย่างน้อยพวกเธอทำให้เรารู้ว่า “เพื่อน” ต่างกับ “คนรู้จัก” อย่างไร J เบญ 23. 55 น.
เพศสับสนณ ย่านหนึ่งที่เคยคุ้น ใกล้ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๐ ๐๑.๐๕ น. สวัสดีดากานดา, ฉันหมายถึงเธอนั่นแหละ ... เพื่อน(สนิท) กาลเวลาและเหตุการณ์อาจพาเราให้ไกลจากกัน ห่างหายกันไป หรือบางทีอาจยังเจอะเจอพูดคุย เล่าเรื่องราวสู่กันฟัง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เคยมีที่มากพอสำหรับจะให้ร้อยเรียงทุกอย่างได้อย่างใจเลย เพราะกาลเวลาทำให้ฉันคิดถึงเธอ ... แต่กาลเวลาอาจไม่ได้ทำเช่นเดียวกันสำหรับเธอ ไม่ว่าเธอจะเบื่อฉันแล้ว รำคาญฉันแล้ว อยากเลิกคบกับฉันแล้ว ... แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกเสียแล้ว เพราะเธอต้องใช้กาลเวลาต่อจากนี้ รับฟังและรับรู้แต่ไม่จำเป็นต้องจดจำเรื่องราวของฉันในวันนี้ จงทำตัวเป็นกระโถนชั้นเลิศที่คอยรองรับสิ่งปฏิกูลจากวันเวลาของฉันเสียเถิด ...ดากานดา...
>>รักวุ่นๆ มะรุมมะตุ้มตุ้มเม้ง ไม่เอา ๆ เอาเป็น >> รักวุ่น ๆ ของยัยเบญบ้า... ก็แล้วกัน โฮะ ๆ ๆ อันที่จริงจะเรียกว่าเรื่องรักวุ่น ๆ ก็ไม่ถูก เพราะเรื่องที่จะเล่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันสักเท่าไหร่เล้ยกับความรัก เพียงแต่อยากจั่วหัวให้อู้ฮู้อ่าฮ้าไปงั้นแหละว่าอีเบญบ้าเนี่ยมันจะไปมีรักวุ่น ๆ ได้ไง ในเมื่อลำพังแค่รักตัวเองมันยังจะรักได้ไม่ค่อยรอดเท่าไหร่เลย ... เอาเป็นว่าเริ่มเรื่องบ้า ๆ ในความคิดและสติอันไม่สมประกอบของตัวเองกันเลยละกัน อันที่จริงวันนี้ก็เป็นวันธรรมดา ๆ อีกหนึ่งวัน ไม่ได้ไปทำอะไรพิสดาร ไม่ได้เหยียบขี้หมา ไม่ได้ถูกหวย ไม่ได้มีใครมาบอกรัก ไม่ได้มีใครมาตบหน้า ไม่ได้ท้องเสีย ไม่ได้เป็นไข้ทับรดู ฯลฯ แต่ก็มีเหตุการณ์อันเนื่องจากความรู้สึกเกิดขึ้น ..แล้ว... (ขอข้ามเหตุการณ์ตอนเช้า ที่ไปจู๋จี๋ (แปลว่าทำธุระและกินข้าว)กับพ่อ ไปละกันนะ) เรานำพาตัวเองมาแถว ๆ สยาม ด้วยความมั่นใจมากว่าธนาคารที่เห็นเป็นรูปตัวเคสีเขียวที่มีสตาร์บัคซึ่งกำลังจะปลดประจำการอยู่ตรงชั้นล่างนั้นคือ ธนาคารกรุงไทย ก็รีบตรงไปยังจุดหมายโดยด่วนเพื่อไปทำธุรกรรม(เรื่องกรรรมอันเป็นธุระ)บางอย่าง แต่.. แป่ว.. ว๊าย ว๊ายนั่นมันกสิกรไทยนี่หว่า (ได้ข่าวว่าเดินสยามมาตั้งแต่ม.หนึ่ง... ช่วยจำอะไรบ้าง!) เอาอีกแล้วไง ฉันช่างสามารถหาเรื่องเชื่อมโยงแบบผิดๆ ได้ดีเสียจริง กรุงไทย-กสิกรไทย เมื่อวานก็จำว่าที่ทำงานแม่เพื่อนอยู่คลองเตย / คลองตัน (มีป่าววะ?) ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วอยู่ตลิ่งชัน (เอาคลองกับตลิ่งมาเชื่อมโยงกันเพราะเห็นว่าคลองมีตลิ่ง เลยเอามาจำสับสนๆ กันไปมา) เมื่อดิฉันไหวตัวว่าได้กระทำการผิดพลาดโดยสุจริตใจไปแล้วนั้น (แล้วก็จำไม่ได้ว่ากสิกรไทยแถวนั้นมันอยู่ตรงไหน/ มันมีหรือเปล่า) ก็จำต้องหาหลุมหลบแดดที่กำลังแผดเผาตัวเองเสียก่อน อีกทั้งเป็นการฆ่าเวลาก่อนจะถึงเวลาเรียนตอนเย็น ครั้นจะนั่งหรือเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวสยามก็กริ่งเกรงว่าจะไม่เป็นการดีเพราะอาจกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ต่อเศษโลหะสีเงินมันวาวบ้างไม่วาวบ้างในกระเป๋าสตางค์ จึงเห็นว่าที่ที่น่าจะปลอดภัยที่สุดในยามนี้ คือหอ(สมุด)กลางเจ้าเก่า ตอนนี้เรามาอยู่ที่หอกลางกันแล้วนะคะ เพื่อน ๆ โอ้วแม่เจ้า คนเยอะทีเดียว ทำไมผู้คนใฝ่เรียนกันเยี่ยงนี้ ... ต่างกับฉันเลย ที่ใฝ่มานอนเต็มที่ นอนไปนอนมานอนไม่ค่อยหลับ ไอ้เด็กแถวนั้นคุยกันเสียงดัง เลยลงมาเล่นคอม และแล้วบุพเพก็นำฉันมาพบกับเขาที่นี่อีกครั้ง เขาชื่อจั๊ก ผู้ซึ่งยัยเบญบ้าผู้นี้แอบกรี๊ดอยู่ในใจมาไม่นานเท่าไหร่ (ปีกว่าและ) เรียกได้ว่าเป็น “จี๊ดใจ” ของฉันเลยก็ว่าได้ พักหลังตั้งแต่ช่วงประท้วงมาก็เจอบ่อย ๆ เขาก็มาที่คณะฯ (อักษร) บ่อย ก็ได้แต่นั่งมองโฉบไปโฉบมานั่นแหละ ช่วงหลังๆ ตอนใกล้สอบที่เขามาที่ห้องสมุดคณะ เราก็เริ่มกริ่งเกรงเพราะรังสีความจริงจังในชีวิตเขามันแผ่ออกมาเยอะไปหน่อย แต่อย่างไรก็ดีเราก็ยังทดเขาไว้ในใจอยู่ พอมาวันนี้ ชีวิตเริ่มไปกันใหญ่ อะไรทำให้เขาเป็นไป ตอนที่เดินเจอก็ใจตึกตักๆ ไปตามประสาคนที่ตื๊ด ๆ (อยู่ฝ่ายเดียว) แต่ความรู้สึกที่ตามมาคือ ตกใจ *o* แบบ ตกลงนายจะเพื่อชีวิตไปไหนเนี่ย คือนึกออกปะว่าเขาก็มีอันจะกิน แต่แบบว่าเริ่ม ‘ไป’แล้ว ไว้เคราแบบเด็กแนวไหนสักแนว แล้วหัวเหอก็ออกแนวธรรมชาติรุงรังกันไป แบบสื่อถึงความหัวเอียงซ้ายของเขาตามคำร่ำลือที่ได้ยินมาจริง ๆ ... เฮ่อ จั๊กกี้จัง ... อย่างไรก็ดีฉันก็ยังแอบ ๆ เหล่เขาเกือบตลอดการยืนคุยโทรศัพท์อันยาวนานนั้น … … … … … … … … … … … ไม่นาน หรือนานแต่ไม่รู้ตัวก็ไม่รู้ ก็สมควรแก่เวลาที่จะมาสิงสู่ที่คณะ(ใหม่)ได้แล้ว (อ่อ ก่อนหน้านั้นแวะไปซื้อปกที่ศูนย์หนังสือ สักพักก็คุยกับโบว์และพี่ภาสที่พี่โบแนะนำมา เรื่องงานเออีหนังสือคอม) วันนี้มาเร็วผิดปกติตัวเอง เลยเก้อ ๆ คนยังมาน้อยอยู่ ก็นั่งกินข้าว(คือที่นี่เขามีอาหารให้กินก่อนเข้าเรียนน่ะ)กับพี่ ๆ แถวนั้น ไปจนข้าวหมด (ไม่ค่อยอร่อย แต่กินหมดเพราะคุณแม่ขอร้องนะเนี่ย ..กลัวลูกหิวโซกลับบ้าน ... แต่สุดท้ายกลับบ้านก็กินอีกอยู่ดี :p) พอกินเสร็จบรรดาขาเมาท์ยังไม่มากัน ฉันเลยหลบไปห้องคอม ตั้งใจว่าจะหาไรทำฆ่าเวลาเหมือนเคย กะจะเล่นเกมแต่งตัวตุ๊กตา (ขณะนี้ดิฉันอายุ 21 ขวบครึ่งเองค่ะ) แต่พลันคิดได้ว่าคอมมันช้ามากก็คงจะไม่ได้เล่นกันพอดี เลยออนเอ็มก็ได้เจอคนในบ้านรับน้อง สื่อสาร(ขอไม่ใช้คำว่าคุยนะ เพราะมันไม่ใช่ คุย น่ะ)สนุกสนานกันไปพอสมควรก็ออกมา รุ่นพี่รุ่นที่แล้วมายืนรอหน้าห้องเรียนเพื่อให้พวกเราลงชื่อว่าจะต้องใส่เสื้อสำหรับวันรับน้องไซด์อะไร เราลังเลกับการเลือกขนาด (หุ่นดีเกินก็เงี้ย) และลงชื่อไป สักพัก... อาจารย์เข้าสอนพอดี เป็นคนละคนกับเมื่อวาน และวันโน้นโน้น วันนี้เรียนเรื่อง emotion หรืออารมณ์ แต่อาจารย์ช่างใช้น้ำเสียงไร้อารมณ์ชวนให้สลบสไลเสียจริง แถมยังแอบมีพูดบั่นทอนจิตใจอีกว่าเรียนจบยาก ไม่ค่อยมีใครจบตามกำหนด หรือไม่ก็ไม่จบ อะเอาเข้าไป ... เบญญาลักษณ์ จึงหันหลังให้กับการเรียนในคาบนั้น ตามวิสัย :p แล้วมาทำกิจกรรมอันน่าสนุกกว่า คือการแหย่คนรอบข้างไปเรื่อย ๆ แซวพี่คนโน้นเสร็จก็หันมาแซวอีกคน แซวไปแซวมาก็หันมากัดกับพี่ตัวกลมข้าง ๆ ... ค่อยไม่น่าเบื่อหน่อย พี่ตัวกลมที่นั่งข้าง ๆ พี่ตัวกลมคนข้าง ๆ อย่าเพิ่งเข้าใจไปนะว่าเราสนิทสนมกับชาวบ้านได้เร็วอะไรขนาดนั้น ทั้งที่เด็กสุดแถมยังงง ๆ กับชีวิตอยู่ จริง ๆ ก็มีไม่กี่คนหรอกที่คุยเล่นได้ ส่วนใหญ่กับคนอื่นหลายคนเราก็ยังสำรวมอยู่ พี่ตัวกลมที่นั่งข้าง ๆ อ่อ นอกจากจะแหย่ชาวบ้าน และก็เมาท์กับพี่คนข้าง ๆ แล้ว วันนี้ฉันได้ปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ (มั้ย) ด้วย เพราะว่าเราจะต้องเลือกหัวหน้าห้องกันแล้วแต่ยังไม่มีใครลุกขึ้นมาเรียกให้คนโหวตกันเลย พี่คนข้าง ๆ เลยคิดแล้วให้ฉันช่วยเขียนสารส่งไปให้เพื่อน ๆ ทุกคนโหวต ก็นั่งเขียน ๆ คิด ๆ กันอยู่สองคนแล้วจึงส่งกระดาษไปให้โหวต และภารกิจก็สำเร็จ พอหมดคาบก็เลือกหัวหน้าห้องได้โดยที่ทุกคนไม่ต้องเสียเวลาอยู่ดึกหลังเลิกเรียนมานั่งโหวตกัน ส่วนหนึ่งของความสำเร็จต้องยกความดีความชอบให้พี่คนนั้นและตัวเราที่เสียสละความตั้งใจเรียนมาทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม โฮะ ๆ ๆ พี่ตัวกลมคนข้าง ๆ เขาเป็นใคร ? เขาก็เป็นรุ่นพี่ที่จบจากรั้วจามจุรีเมื่อหลายปีก่อนนี้แหละ (แก่กว่าเรา 5 ขวบ) เราไม่ได้นั่งข้างกันตั้งแต่แรก เท่าที่จำได้ วันหรือสองวันแรกเขานั่งหลังเรา แต่พอหลังจากนั้นเราก็มานั่งข้างกันโดยมีเขานั่งในสุดตลอด ก็รู้สึกคุ้นเคยกันเร็วมาก เรายังคุยกับปุ้มเลยว่าสงสัยเราต้องถูกชะตากับคนลักษณะอ้วนกลมคล้าย ๆ กันตลอดแน่เลย (จริง ๆ มันเป็นหลักจิตวิทยาแฝงอยู่หน่อยนึงตรงที่ว่า คนเราจะรู้สึกเข้ากันง่ายหรือดึงดูดกับคนลักษณะแบบเดียวกัน ...คนเรามีstereotype ในการแบ่งกลุ่มของคนแต่ละคน และมีการgrouping ตามลักษณะต่าง ๆ ...พอเหอะ พูดแล้วยาวเกิ้น) เห็นเขาแล้วนึกถึงพี่คนที่เคยสนิท แต่ตอนนี้เลิก(สนิท)ไปและ:P เขาเฮฮาดี เลยเข้ากับคนง่าย อีกอย่างพูดตรงดี ก็เลยรู้สึกปลอดภัยที่อยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรมากมายเหมือนเพื่อนดั้งเดิมหรอกนะ แล้ว พี่ตัวกลมที่นั่งข้าง ๆ มีบทบาทสำคัญอย่างไรในบทรำพันพร่ำบ่นอันยืดยาวนี้ ? ก็เพราะว่ามีเรื่องคาดไม่ถึงที่ทำให้ฉันรู้สึกมึนกับความไม่รู้ของตนเอง หลังจากเรียนด้วยกันมาประมาณสามสัปดาห์ (เจอกันทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์) ฉันก็เริ่มคุ้นเคย และอบอุ่นที่มีคุณพี่คนนี้มานั่งอยู่ข้าง ๆ คอยเป็นเพื่อนอู้เรียน แต่แล้ว ชะรอยกรรมทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย ทำไมเค้าดีจังเลยวะ (คือ มันต่างกับพี่อีกประเภทที่ใจดี ซื้อของของฝาก นะ) ... ไม่ใช่สิ ไม่ใช่คำว่าดี แบบเหมือน งง ๆ แบบ... สยึมกึ๋ย มากกว่า (แต่ก็ดีใจนะที่มีคนคุยกันได้อยู่ใกล้ ๆ ไม่งั้นคงหงอยแย่) ความสัมพันธ์ในชั้นเรียนก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น เป็นปกติสุขดี แต่พอหลายวันเข้า เริ่มรู้สึกจึ้ก ๆ ว่าพี่คนนี้ทำไมฉันรู้สึกว่าต่างจากพี่ผู้หญิงคนอื่น ๆ (คือโอเคว่าลักษณะนิสัย ท่าทาง รูปร่างอะไรมันต่างอยู่แล้วหละ แต่นี่มันมีอะไรลึก ๆ มากกว่านั้น) แต่ก็ไม่รู้ว่าต่างอย่างไร หรือมันคืออะไรกันแน่สักที จนกระทั่งเมื่อวาน(๑๙) สิ่งที่ซ่อนเร้นในความรู้สึกฉันก็เริ่มกระจ่างขึ้น จนทำให้ฉันอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้มันรู้แล้วรู้รอดไป รู้สึกชากับความไม่รู้ของตัวเองน่ะ ก็เมื่อวานน่ะสิ คุยไปคุยมา จะออกจากห้องอยู่แล้ว พูดเรื่องไรไม่รู้ จู่ ๆ ก็เข้ามาเรื่องบันไดแดงที่อักษร พี่เขาก็เล่าอย่างสนุกสนานว่าเขาเคยตกบันไดแดงและได้แฟนอักษรจริง ๆ (ตอนนั้นเบญญาลักษณ์ก็ยังไม่ได้เฉลียวใจ สงสัยอะไรแม้แต่น้อย) ฉันก็ถามมาตามประสาบทสนทนามันพาไป “ได้แฟนเป็นผู้ชายอักษรอะนะ” ฉันถามทีเล่นทีจริง (คิดในใจว่าโอ้โห เก่งเว้ย สามารถหาชายแท้ในอักษรมาครองได้) แต่แล้วพี่เขาก็กลั้วหัวเราะแล้วก็บอก “จะบ้าเหรอ” แล้วต่อด้วย “ได้ผู้ชายอักษรก็ตุ๊ดดิวะ” (เออ ก็น่านน่ะสิ...แต่ก็ไม่เสมอไปนะยะ ชายแท้ก็มีถมเถ แต่อาจมีโลกส่วนตัว/มีความเป็นตัวเองสูงไปนิดส์) แล้วเขาก็เงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบว่า “ผู้หญิง แฟนพี่เป็นผู้หญิง” (คาดว่าน่าจะสวยด้วย เพราะถ้าย้อนไปถึงช่วงแรก ๆ ที่เจอพี่เขาก็ถามถึงเด็กอักษรสวย ๆ อะไรแบบนี้) ... เหิ้ม ...เอิ่ม ฉันชาไปประมาณแศษสามส่วนสี่วินาที แล้วก็แสดงออกมาตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น ด้วยการหัวเราะ และก็พูดอะไรไปอีกเล็กน้อยก็ไม่รู้ หารู้ไม่ว่า ในใจฉันกระสับกระส่ายแทบเป็นบ้าอยู่แล้ว ถามตัวเองผสมความงงตลอดทางว่า “เฮ้ย จริงเหรอ ทำไมไม่รู้สึกวะ เฮ้ย อะไรเนี่ย งงเว้ย ฉันพลาดได้ไง ทำไมมองไม่ออก ... ก็นึกว่าเป็นแบบห้าว ๆ ลุย ๆ เฉย ๆ – พี่ที่เคยสนิทก็ลักษณะคล้ายแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็น ...นี่หน่า เฮ้ย นี่มันยังไง อะไร งง” เบลอไปเลย พี่เขาพูดจาก็เหมือนผู้หญิงปกติทั่วไป (หมายถึงสำนงสำเนียงน่ะ) ก็ไม่ได้แสดงออกให้รู้ชัดเจน ประมาณ “สวัสดีฮะ” หรืออะไรทำนองนี้ ทอมที่เคยรู้จักก็จะเห็นเลยว่าเป็น อีกอย่างพี่เขาก็ขี้เมาท์ขี้นินทา ชวนขำโน่นขำนี่ ดูไม่เหมือนเลย นอกจากการแต่งกายและจาตุคามรามเทพองค์โตที่ห้อยไว้ที่คอเท่านั้น แต่ฉันก็คิดมาตลอดว่าอาจเป็นเพราะรูปร่างและรสนิยมมั้งที่ทำให้เขาแต่งตัวแบบแมน ๆ อย่างนั้น แค่นั้นเอง เฮ้อ แต่ฉันก็นิสัยไม่ดีอะ พอรู้ก็สร้างกรอบการแบ่งแยก (discrimination) ขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยอะ เหมือนแอบกลัว ๆ วิตกจริตจนโทรหาเพื่อนสนิทเล่าเรื่องให้ฟัง วิเคราะห์ไปวิเคราะห์มาก็จะพาเข้าสู่เรื่องในแง่นั้นไป แต่ก็ได้ข้อสรุปนะว่าฉันรอดอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว (ไม่ว่าจะของทอม ของเกย์ ไบ เลสเบี้ยน หรือแม้กระทั่งชายแท้) เพียงแต่ว่า ก็แอบรู้สึก สยึ๋มกึ๋ย ขึ้นมาไง จากแต่ก่อนที่เขาพูดไรมาก็ไม่คิดว่าจะแฝงนัยยะอะไร แต่พอรู้ความจริงก็เริ่มนึกย้อนอดีตแล้วก็คิดเพ้อเจ้อตีความไปต่าง ๆ นานา แล้วก็เริ่มจำความและตระหนักได้ว่า เออ น่าจะเฉลียวใจก่อนนะ เพราะถึงแม้น้ำเสียงและลักษณะเขาไม่เหมือนทอม แต่วิธีการพูดมันก็ขื้อ ๆ กัน อย่างทอมที่เคยเจอมาก็จะชอบพูดจาหวาน ๆ หยอด ๆ จ๊ะจ๋าใส่ ถึงพี่คนนี้จะไม่ได้จ๊ะจ๋าใส่ แต่ลักษณะการพูดทำให้รู้สึกสยึมกึ๋ยขนลุกได้เลย ถึงขนาดว่าวันก่อนโน้นเราทะแม่ง ๆ ยังคุยติดตลกกับเพื่อนอยู่เลยว่า “แก ฉันไม่รู้พี่เขาจะเอ็นดูอะไร ฉันนักหนา อยู่ดี ๆ มาบอกเป็นห่วง แกคบฉันมาเป็นสิบปี ยังไม่เคยพูดเลย” แต่เราก็ปล่อยให้กลิ่นทะแม่ง ๆ นั้นหายไป เพราะคิดว่าคนเราก็คงมีสไตล์และก็การแสดงความรู้สึกแตกต่างกันไป กลับรู้สึกสบายใจดีที่ถึงแม้ยังไม่คุ้นชินกับสถานะใหม่ทางการศึกษาแต่ก็ได้เพื่อนรุ่นพี่แสดงความห่วงใยเรา ดีจัง J เอาหละ มาถึงตอนนี้ฉันก็หายสยึมกึ๋ยไปแล้วหละ ก็รับความจริงและความโง่ของตัวเองในข้อนี้ได้แล้ว คงต้องพยายามมองข้ามรสนิยมเรื่องเพศไป ดูที่คุณความดีและสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อฉันก็แล้วกัน ฉันถือว่าฉันรู้สึกสบายใจดีที่ได้รู้จักและเจอพี่เขา แค่นั้นก็พอสำหรับที่จะทำให้ฉันมองข้ามเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้น พอทำใจได้ก็มาเล่าถึงความน่ารักกุ๊กกิ๊กของพี่เขากันสักหน่อย เผื่อให้ใครต่อใครเอาไปพิจารณาต่อไปเวลาเจอคนที่ตัวเองไม่แน่ใจ เอาเท่าที่จำได้นะ ... ก็พอได้นั่งใกล้กันสักวันสองวันมั้ง วันหนึ่งพี่เขามาสาย เขาโทรมาหาพี่อีกคนหนึ่ง พี่คนนั้นก็มาบอกเราว่า “น้องเบญ ๆ พี่ xxx จะมาสาย บอกให้น้องเบญจองที่ให้ด้วย จะนั่งใกล้น้องเบญ” (อันนี้ไม่แปลกไร คิดว่าเขาเอ็นดูที่เราเป็นเด็กแล้วก็คุยกันได้ด้วยดี แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีใครซีเรียสเรื่องที่นั่งขนาดนั้น เพราะยังไม่ได้รู้จักกันมาก นั่งตรงไหนก็เหมือนกัน แล้วอีกอย่างโทรหาเพื่อนแล้วมาฝากฉันจองทำม้าย) อะอันนั้นผ่านไป ก็มาอีกครั้งหนึ่งที่จำได้คือ วันนั้นไปสายหรือไงเนี่ย เขาก็พูดไรเรื่อยเปื่อยแล้วจู่ ๆ ก็พูดอย่างเป็นธรรมชาติปกติมาก “ไปไหนมาเนี่ย คิดถึงนะเนี่ย ๆ” เหมือนพูดเล่น ๆ เราก็หัวเราะแล้วตอบอะไรกลับไปเล่น ๆ ก็จำไม่ได้ อันนั้นก็ผ่านไปหนึ่งวัน หลังจากนั้นก็จะมีถามว่ากลับไง หรือว่าพอเล่าว่าไปโน่นไปนี่มา ก็จะถามว่าไปกับใคร แฟนเหรอ (แหม คงมีหรอกค่ะคุณขา) แล้วก็มีอารมณ์งอนแบบงง ๆ ใส่ เช่น วันอังคารที่ผ่านมานี้แหละมั้ง ไปสาย พี่เขาก็เลยพูดประมาณว่า “มาสายไม่เห็นบอกเลย ไม่รู้ว่าจะมารึเปล่า กลัวจองที่ไว้เก้อ โทรไปก็ไม่ยอมรับ” ตอนนั้นก็แอบงงว่าทำไมต้องซีเรียสขนาดนี้ด้วยอะ แต่ก็คิดว่าเออเขาก็ปรารถนาดีดีนะ พอวันพุธที่ผ่านมาไปนัดบ้าน ก็ไปเรียนสายอีก แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร เพื่อนอีกคนก็มานั่งที่ฉัน เขาและทุกคนตรงนั้นก็ทักเราตามปกติ ก็ไม่มีไรเป็นพิเศษ แล้วช่วงไหนไม่รู้ไม่ทันรู้ตัว พี่เขาก็พูดคล้ายเมื่อวาน ว่า “มาสายก็ไม่รู้ว่าเป็นไรรึเปล่า ไม่เห็นโทรมาบอก เป็นห่วงนะเนี่ย” (เอิ่ม เบญญาลักษณ์ เริ่มงงแล้ว อะไรเนี่ย มาสายแค่นี้ ไม่เป็นไรมากหรอกมั้ง) แล้วคืนนั้นเลยค่ะคุณขา อิฉันฝันเป็นตุเป็นตะและน่าสะพรึงกลัว พี่เขาเข้ามาเป็นตัวเอกในความฝัน จนมาถึงตอนจบของความฝันเป็นพี่เขาโดนฆาตกรรม จำได้ว่าสุดท้ายพี่เขาโดนชำแหละ (ตื่นมางงตัวเอง ทำไมฝันอะไรเกี่ยวกับพี่เขาโหดจังวะ) ๐๔.๐๕ น. ๑๐.๐๒ น. ตื่นมาดูละครเกาหลี ... จะเศร้าไปไหนก็ไม่รู้ เอาหละเล่าต่อนะ พอหลังจากนั้นก็เป็นเมื่อวานนี้ คือ หลังจากฉันพอจะทำใจเรื่องที่เพิ่งรู้มา ฉันก็ทำตัวตามปกติสุด ๆ มิหนำซ้ำคุยเล่นมากขึ้นด้วยซ้ำ ก็อย่างที่ว่าเมื่อวานไม่ค่อยได้เรียน ก็นั่ง ๆ ทำโน่นทำนี่ไป มีตอนหนึ่งอาจารย์เขาให้ยกตัวอย่างอะไรสักอย่าง ไอ้พี่คนนี้เขาก็คิดตัวอย่างอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าบอกจารย์ฉันเลยถามว่าคิดว่าไร เขาเลยบอกว่าก็มีเรื่องหนึ่งที่คนหนึ่งดีใจ คนหนึ่งเสียใจเวลาบอกเลิกกัน (เออดีแล้วที่ไม่แสดงความคิดเห็นไป เสี่ยว+ส่วนตัวไปนิด) หลังจากนั้นฉันก็เริ่มหันมาแหย่ ๆ ถาม ๆ เรื่องนี้กับพี่เขาตลอด ถามให้อายไปข้างหนึ่งเลย เขาก็ตรง ๆ ดี เล่าโน่นนี่ แล้วก็คุยไรอีกไม่รู้จำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ว่ามีอยู่ตอนหนึ่งที่อาจารย์พูดเรื่องทำงานกลุ่ม พี่เขาก็หันมาเยินยอฉันว่า “ฉันว่าเธอน่าจะไม่มีปัญหาเรื่องหากลุ่มนะ ดูเป็นคนรับผิดชอบ” ฉันก็บอก “เหอะ ไม่น่ะ เราขี้เกียจออก” แล้วก็พูดอะไรกันต่ออีกไม่รู้อีกสองสามประโยคในประเด็นเดิม แล้วจู่ ๆ เขาก็ใช้ logic แปลก ๆ ทำเอาเรางง ๆ ว่ามันเป็นเหตุเป็นผลอะไรยังไงเนี่ย ก็อยู่ ๆ เขาก็บอก “แต่ฉันกับเธอคงไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันหรอกนะ เพราะถึงฉันจะเอาเธอ เธอก็คงไม่เอาฉันหรอก” ฉันเลยหันไปมองหน้าพี่เขาเหมือนพยายามค้นหาคำตอบว่าอารมณ์ไหนเนี่ย ต้องการให้ตอบว่าอะไรเนี่ย ตามไม่ทัน ... แต่ ก็ช่างมันเหอะ นอกจากนี้ยังมีความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือฉันและเพื่อนคนอื่นอย่างดีมาก อย่างเช่น วันนี้ฉันไปทำหน้าตากังวลใจใส่เขาว่าอยากเปลี่ยนไซด์เสื้อที่ติ๊กไปแล้ว แต่ใบที่ให้ลงชื่อมันหายไปไหนแล้วไม่รู้ พอท้ายคาบเขาก็ไปตามหาให้แล้วก็มาเรียกฉันถึงในห้องน้ำให้ไปเซ็นต์ สำหรับเรื่องของคนอื่น ๆ เขาก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน เท่าที่เห็นมาอะนะ (เอาเป็นว่าก็คงพอจะรู้กันคร่าว ๆ แล้วหละเนาะว่าเบี้ยน/ทอม เขาจะมีไสตล์การพูดแบบแหวกแนวอะไรประมาณนี้ และการปฏิบัติตัวที่ดูห่วงใยเป็นพิเศษ (... เอ๊ะ หรือว่ามันเป็นที่ตัวบุคคลหว่า?) ที่ฉันซึ่งอยู่แต่ในกลุ่มหญิงล้วน พบเจอผู้ชายบ้างประปราย และห่างหายจากวงเบี้ยนมาตลอดสี่ปี ไม่ค่อยคุ้นเคย) มาตอนนี้ ฉันเริ่มคุ้น ๆ กับผู้คนกับเรื่องที่ได้รู้ แล้วก็คิดได้ว่า อันที่จริงไม่ว่าเพศไหนมันก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาทำอะไร และคิดอย่างไรต่อตนเองและผู้อื่น ถ้ามันไม่ได้เดือดร้อนใครก็ไม่เป็นอะไรอยู่แล้วหนิเนาะ มานึก ๆ ดูแล้วที่ตอนแรกฉันรู้สึกอึดอัดและสับสน มันคงเป็นเพราะความอึ้งกับการปรับตัวที่ไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไรมากกว่า (แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเราก็เป็นเราอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ น่ะแหละ) ตกใจที่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว คิด ๆ ไปก็ไปเชื่อมคนกับเหตุการณ์ในรอยอดีตที่เคยเจอมา เพื่อนและพี่ค่ายที่ฉันรู้สึกรักและสบายใจมาก ๆ เวลาอยู่ด้วย เขาก็ไม่ได้จัดอยู่ในเพศที่ถูกจำกัดความไว้ในพจนานุกรมทั่วไปหรือแม้แต่สารบบการยอมรับของสังคม ถึงพวกเขาจะไม่ใช่...แท้แต่เขาก็เป็นคนแท้และเพื่อนดีในใจฉันเสมอ คนหนึ่งเขาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและเชื่อมั่นทุกครั้งที่โหยหากำลังใจและความมั่นใจ เขาเป็นคนที่ฉันรู้สึกดี แกล้งฉันแต่หวังดีต่อฉันเสมอ เขาเป็นคนที่เมื่อแรกเจอทำแมนใส่ แต่ต่อมาฉันก็รู้และเข้าใจในตัวเขา แล้วก็สบายใจที่เขาได้เข้ามาเป็นเพื่อนฉัน อีกคนเป็นพี่ชายที่แสนดี คอยด่าคอยเตือนคอยแนะนำคอยห่วงใยตลอด คือเข้าใจปะ เขาไม่ได้ทำให้ฉันซึ้งด้วยคำพูดใด ๆ แต่การกระทำนั้นลึกซึ้งในความรู้สึกเกินคำบรรยาย พวกเราทำกิจกรรมมาด้วยกัน ล้ม ๆ ลุก ๆ ช่วยกันแก้ปัญหามาด้วยกัน แม้แต่เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตก็แบ่งปันกัน ...วันหนึ่งในคืนบายเนียร์ค่ายฉันผู้ซึ่งเป็นเฮดสันฯที่ทำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ แต่ก็ได้รับความเมตตา ช่วยเหลือ (และด่าทอแบบขำขัน)จากพี่คนนี้มาตลอด ฉันอดไม่ไหวที่จะบอกพี่เขาด้วยน้ำตาว่า “ถ้าไม่ใช่ผู้ชายจะขอกอดแล้วนะเนี่ย ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริง ๆ” ... ต่อมาไม่นานฉันก็ได้รู้ความจริงว่าพี่เขาไม่ใช่ ... ไบเซ็กชวล เป็นอีกนิยามหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับตัวเขา ... ในตอนแรกฉันก็อึ้ง ๆ เหมือนที่ได้รู้เรื่องที่พี่คนนั้นเป็นเลสฯ น่ะแหละ ก็เขาดูไม่ออกเลยจริง ๆ นี่หน่า ก็เห็นว่าทำตัวซกมกเหมือนผู้ชายทั่วไป ไม่มีวี่แววสำอางหรืออะไรที่บ่งบอกเลยนิหน่า แต่พอตั้งสติตรึกตรองให้ดี ฉันก็รู้สึกว่า พวกเขาเป็นอย่างนี้ แล้วไง? มันไม่ได้ทำให้ความเป็นคน(น่ารัก)ของพวกเขาลดน้อยลงเลย มันเป็นแค่ค่านิยมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมตีกรอบให้เราไม่คุ้นชินกับพวกเขาเท่านั้น แต่ถ้ามองลึก ๆ แล้วทั้งความสามารถ ความรู้ และความใฝ่ในการกระทำดี เขาก็มีได้ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นทั่วไปในสังคมเลย เพราะฉะนั้น จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังรู้สึกดี ยังรักในความเป็นพวกเขา ยังเคารพในความคิดและการกระทำดีของพวกเขา พวกเราก็ยังเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน ... มันไม่สำคัญ ว่าเขาเป็นอะไร (ในการตีความของคนอื่น) มันอยู่ที่ว่าเขาทำอะไร และทำมันอย่างดีที่สุดหรือเปล่า มากกว่า สิ่งสำคัญระหว่างความสัมพันธ์มันอยู่ตรงที่ว่าเราได้แบ่งปันอะไรต่อกัน และได้เรียนรู้อะไรจากกัน สิ่งเหล่านั้นมันมีค่าเกินกว่าที่จะให้บางอย่างมาจำกัดกรอบในความคิดและความรู้สึกจนทำให้เส้นห่างระหว่างความสัมพันธ์มันไกลขึ้น เพราะความรู้สึกดี ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เราเจอในทุกวัน แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วมันก็น่าจะรักษาให้อยู่ไปนาน ๆ ... ไม่ใช่เหรอ ดังนั้น ฉันในวันนี้ จึงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองและตั้งข้อสรุปให้กับแนวทางของตัวเองว่า ในเมื่อเรายังมีความรัก ความปรารถนาดี และความเข้าใจให้แก่กัน คอยเติมแต่งวันดี ๆ ร่วมกัน มันก็เป็นความสุข ไม่สำคัญแล้วว่าเขาคนนั้นเป็น “เพศ” อะไร เพราะบางทีเพศก็เป็นแค่สิ่งที่คนเราสร้างขึ้นมาเพื่อให้แยกแยะลักษณะของแต่ละคนง่ายขึ้น ... แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเป็นคนมันไม่ได้แยกกันได้ง่าย ๆ สักหน่อย การได้รู้จักใครสักคน Individuality หรือความเป็นตัวเองของแต่ละคนมันลึกซึ้งในมุมมองมากกว่าเปลือกนอกที่ถูกจำกัดโดยสังคม จากความแตกต่าง หลากหลายที่ได้พบเจอ ทำให้ฉันต้องเปิดตาและใจให้กว้างขึ้น ให้ยอมรับกับความเป็นไปอย่างเข้าใจ และปรับตัว แล้วชีวิตก็จะได้เป็นสุข ความสบายใจก็ตามมา ต้องรู้จักเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน ลองเปิดใจให้กว้างแล้วคุณจะมองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะมองมาก่อน ... พอมาถึงตรงนี้ เรื่องทั้งหมดในหนึ่งวันของฉัน มันกลายเป็น “เรื่องเฟื่อง ๆ ของคนฟุ้ง ๆ” คนหนึ่งที่ยังอาศัยอยู่บนดาวดวงเล็ก ๆ ใบนี้เท่านั้น ขอขอบคุณ คุณคนที่อดทนอดกลั้นอ่านมาถึงตรงนี้ ขอบคุณคนหลายแบบที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและทำให้เห็นโลกใบนี้กว้างขึ้นทีละนิด ๆ ขอให้ทุกคนมีความสุขและโชคดีในการอยู่ร่วมกัน และอย่าลืมว่า ความรัก อยู่รอบกายคุณ และมันมักมาในหลายรูปแบบ ในหลายความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่กับลูก ๆ พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน คู่รัก หรือแม้แต่กับคนไม่รู้จักกัน ขอให้ปรับตัวและอยู่กับความรัก ความผูกพันที่เกิดขึ้น และสนุกกับชีวิตกันถ้วนหน้า J Love actually is all around you! เบญ ณ วันนี้ เสาร์ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๐ ๑๑.๑๕ น. ปล. ขอบคุณโบว์และพี่หมิงที่เมื่อวานมารองรับความปั่นป่วนของฉัน ในเอ็มเอสเอ็น --ก็เมื่อวานมันอึ้ง ๆ สะท้านเล็กน้อย (เหมือนแอบถูกคุกคามทางความรู้สึก) และก็แปลกใจตัวเองที่ทำไมไม่รู้สึก อี๊แหวะ เขา แต่แค่ทำตัวไม่ถูก(เกร็ง ๆ) แล้วก็เซ็งในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวเองเท่านั้น ขอบคุณที่ช่วยขบขันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น J ปล. 2 The book is more than its cover. คนก็เหมือนหนังสือ แค่ปก/ เปลือก บอกอะไรไม่ได้ทั้งหมดหรอก
จุ๊บ ๆ
|
|
|